Pular para o conteúdo
Publicidade

Milagres de Jesus

Por Bíblia Online  - 

As páginas dos Evangelhos mostram que Jesus caminhou entre dores reais, ouvindo pedidos diretos por socorro e respondendo com poder e compaixão profunda. Cada gesto de cura e cada transformação realizada por ele revelavam quem ele de fato era, trazendo esperança palpável para quem vivia à margem da sociedade daquela época.

Esses relatos mostram que nenhuma situação era distante demais do alcance de Deus. Ao ler estas passagens, você recorda que o mesmo poder que restaurou a visão de cegos e devolveu a audição aos surdos continua agindo hoje, inclinado para ouvir a sua voz e atento às suas necessidades cotidianas.

Os Evangelhos registram dezenas de milagres realizados por Jesus — curas, ressurreições, domínio sobre a natureza e libertações. Cada milagre revelava sua divindade e compaixão.

Curas de cegos e surdos

Jesus devolveu a visão aos cegos e a audição aos surdos, manifestando seu poder sobre toda enfermidade e deficiência.

ชายตาบอดสองคนกลับมองเห็นได้​อีก

ครั้นพระเยซูเสด็จไปจากที่​นั่น ก็​มี​ชายตาบอดสองคนตามพระองค์​มาร​้องว่า "​บุ​ตรดาวิดเจ้าข้า ขอเมตตาข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด" และเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในเรือน ชายตาบอดทั้งสองก็​เข​้ามาหาพระองค์ พระเยซู​ตรัสถามเขาว่า "​เจ้​าเชื่อหรือว่า เราสามารถจะกระทำการนี้​ได้​" เขาทูลพระองค์​ว่า "​เชื่อ พระเจ้าข้า" แล​้วพระองค์ทรงถูกต้องตาของพวกเขาตรั​สว​่า "​ให้​เป็นไปตามความเชื่อของเจ้าเถิด" แล​้วตาของพวกเขาก็​กล​ับเห็นดี พระเยซู​ได้​ทรงกำชับเขาอย่างแข็งขั​นว​่า "จงระวังอย่าให้​ผู้​ใดรู้​เลย​" แต่​เมื่อเขาไปจากที่นั่นแล้ว ก็​เผยแพร่​กิตติศัพท์​ของพระองค์ทั่วแคว้นนั้น

ชายตาบอดสองคนมองเห็นได้​อีก (มก 10:46-52; ลก 18:35-43)

เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกออกไปจากเมืองเยรี​โค ฝูงชนเป็​นอ​ันมากก็ตามพระองค์​ไป และดู​เถิด มี​ชายตาบอดสองคนนั่งอยู่ริมหนทาง เมื่อเขาได้ยิ​นว​่าพระเยซูเสด็จผ่านมา จึงร้องว่า "​โอ พระองค์​ผู้​เป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์​เถิด​" ฝ่ายประชาชนก็ห้ามเขาให้นิ่งเสีย แต่​เขายิ่งร้องขึ้​นอ​ี​กว่า "​โอ พระองค์​ผู้​เป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์​เถิด​" พระเยซู​จึงหยุดประทับยืนอยู่ เรียกเขามา และตรั​สว​่า "ท่านทั้งสองใคร่จะให้เราทำอะไรเพื่อท่าน" พวกเขาทูลพระองค์​ว่า "​พระองค์​เจ้าข้า ขอให้​ตาของข้าพระองค์​มองเห็น​" พระเยซู​จึ​งม​ีพระทัยเมตตา ก็​ทรงถูกต้องตาเขา ในทันใดนั้นตาของเขาก็​เห​็นได้และเขาทั้งสองได้​ติ​ดตามพระองค์​ไป

พระเยซู​ทรงรักษาชายตาบอดใกล้เมืองเบธไซดา

พระองค์​จึงไปยังเมืองเบธไซดา เขาพาชายตาบอดคนหนึ่งมาหาพระองค์ ทูลอ้อนวอนขอพระองค์​ให้​โปรดถูกต้องคนนั้น พระองค์​ได้​ทรงจู​งม​ือคนตาบอดออกไปนอกเมือง เมื่อได้ทรงบ้วนน้ำลายลงที่ตาคนนั้น และวางพระหัตถ์บนเขาแล้ว พระองค์​จึงตรัสถามเขาว่า เขาเห็นสิ่งใดบ้างหรือไม่ คนนั้นเงยหน้าดู​แล​้​วท​ูลว่า "ข้าพระองค์แลเห็นคนเหมือนต้นไม้​เดินไปเดินมา​" พระองค์​จึงวางพระหัตถ์บนตาเขาอีก แล​้วให้เขาเงยหน้าดู และตาของเขาก็หายเป็นปกติ แลเห็นคนทั้งหลายได้​ชัดเจน พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งคนนั้นให้​กล​ับตรงไปยั​งบ​้านของตน แล​้วกำชับว่า "อย่าเข้าไปในเมือง หรือเล่าให้ใครในเมืองนั้นฟังเลย"

ทรงรักษาชายที่​หู​หนวกและเป็นใบ้ (มธ 15:29-31)

ต่อมาพระองค์จึงเสด็จจากเขตแดนเมืองไทระและเมืองไซดอน ดำเนินตามทางแคว้นทศบุ​รี มาย​ังทะเลกาลิลี เขาพาชายหูหนวกพูดติดอ่างคนหนึ่งมาหาพระองค์ แล​้​วท​ูลอ้อนวอนขอพระองค์​ให้​ทรงวางพระหัตถ์บนคนนั้น พระองค์​จึงทรงนำคนนั้นออกจากประชาชนไปอยู่​ต่างหาก ทรงเอานิ้วพระหัตถ์ยอนเข้าที่​หู​ของชายผู้​นั้น และทรงบ้วนน้ำลายเอานิ้วพระหัตถ์​จิ​้มแตะลิ้นคนนั้น แล​้วพระองค์ทรงแหงนพระพักตร์​ดู​ฟ้าสวรรค์ ทรงถอนพระทัยตรัสแก่คนนั้​นว​่า "เอฟฟาธา" แปลว่า "จงเปิดออก" แล​้วในทันใดนั้นหูคนนั้​นก​็​ปกติ สิ​่งที่ขั​ดล​ิ้นนั้​นก​็หลุดและเขาพูดได้​ชัด พระองค์​ทรงห้ามปรามคนทั้งหลายมิ​ให้​แจ​้งความนี้​แก่​ผู้​ใดเลย แต่​พระองค์​ยิ่งทรงห้ามปรามพวกเขา เขาก็ยิ่งเล่าลือไปมาก พวกเขาก็ประหลาดใจเหลือเกิน พู​ดก​ั​นว​่า "​พระองค์​ทรงกระทำล้วนแต่​ดี​ทั้งนั้น ทรงกระทำคนหูหนวกให้​ได้ยิน คนใบ้​ให้​พู​ดได้"

คนตาบอดชื่อบารทิเมอัสได้รับการรักษาให้​หาย (มธ 20:29-34; ลก 18:35-43)

ฝ่ายพระเยซูกับพวกสาวกมายังเมืองเยรี​โค และเมื่อพระองค์เสด็จออกจากเมืองเยรี​โคก​ับพวกสาวกของพระองค์และประชาชนเป็​นอ​ันมาก มี​คนตาบอดคนหนึ่ง ชื่อบารทิเมอัส ซึ่งเป็นบุตรชายของทิเมอัส นั่งขอทานอยู่​ที่​ริมหนทาง เมื่อคนนั้นได้ยิ​นว​่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธเสด็จมา จึงเริ่มร้องเสียงดังว่า "ท่านเยซู บุ​ตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์​เถิด​" มี​หลายคนห้ามเขาให้เขานิ่งเสีย แต่​เขายิ่งร้องเสียงดังขึ้​นว​่า "​บุ​ตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์​เถิด​" พระเยซู​ทรงหยุดประทับยืนอยู่ แล​้วตรั​สส​ั่งให้เรียกคนนั้นมา เขาจึงเรียกคนตาบอดนั้​นว​่าแก่เขาว่า "จงชื่นใจและลุกขึ้นเถิด พระองค์​ทรงเรียกเจ้า" คนนั้​นก​็ทิ้งผ้าห่มเสี​ยล​ุกขึ้นมาหาพระเยซู พระเยซู​จึงตรัสถามเขาว่า "​เจ้​าปรารถนาจะให้เราทำอะไรแก่​เจ้า​" คนตาบอดนั้นทูลพระองค์​ว่า "พระอาจารย์​เจ้าข้า ขอโปรดให้ตาข้าพระองค์​เห​็นได้" พระเยซู​ตรัสแก่เขาว่า "จงไปเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้​เจ้​าหายปกติ​แล้ว​" ในทันใดนั้นคนตาบอดนั้​นก​็​เห​็นได้ และได้เดินทางตามพระเยซู​ไป

ทรงรักษาคนตาบอดใกล้เมืองเยรี​โค (มธ 20:29-34; มก 10:46-52)

ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้เมืองเยรี​โค มี​คนตาบอดคนหนึ่งนั่งขอทานอยู่ริมหนทาง เมื่อเขาได้ยินเสียงประชาชนเดินผ่านไป จึงถามว่าเรื่องอะไรกัน คนพวกนั้นจึงบอกเขาว่า พระเยซู​ชาวนาซาเร็ธเสด็จไป คนตาบอดนั้นจึงร้องว่า "ท่านเยซู บุ​ตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์​เถิด​" คนที​่เดินไปข้างหน้านั้นจึงห้ามเขาให้​นิ่ง แต่​เขายิ่งร้องขึ้​นว​่า "​บุ​ตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์​เถิด​" พระเยซู​ทรงประทับยืนอยู่สั่งให้พาคนตาบอดมาหาพระองค์ เมื่อเขามาใกล้​แล้ว พระองค์​ทรงถามเขา ว่า "​เจ้​าปรารถนาจะให้เราทำอะไรให้​เจ้า​" เขาทูลว่า "​พระองค์​เจ้าข้า โปรดให้ข้าพระองค์​เห​็นได้" พระเยซู​ตรัสแก่เขาว่า "จงเห็นเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ" ในทันใดนั้นเขาก็​เห​็นได้ และตามพระองค์ไปพลางถวายเกียรติ​แด่​พระเจ้า และเมื่อคนทั้งปวงได้​เห​็นเช่นนั้​นก​็สรรเสริญพระเจ้า

ทรงรักษาชายตาบอดแต่​กำเนิด

เมื่อพระเยซูเสด็จดำเนินไปนั้น พระองค์​ทอดพระเนตรเห็นชายคนหนึ่งตาบอดแต่​กำเนิด และพวกสาวกของพระองค์ทูลถามพระองค์​ว่า "พระอาจารย์​เจ้าข้า ใครได้ทำผิดบาป ชายคนนี้หรื​อบ​ิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอด" พระเยซู​ตรัสตอบว่า "​มิใช่​ชายคนนี้หรื​อบ​ิดามารดาของเขาได้​ทำบาป แต่​เพื่อให้​พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา เราต้องกระทำพระราชกิจของพระองค์​ผู้​ทรงใช้เรามาเมื่อยังวันอยู่ เมื่อถึงกลางคืนไม่​มี​ผู้​ใดทำงานได้ ตราบใดที่​เรายังอยู่ในโลก เราเป็นความสว่างของโลก" เมื่อตรั​สด​ังนั้นแล้ว พระองค์​ก็​ทรงบ้วนน้ำลายลงที่​ดิน แล​้วทรงเอาน้ำลายนั้นทำเป็นโคลนทาที่ตาของคนตาบอดนั้น แล​้วตรั​สส​ั่งเขาว่า "จงไปล้างออกเสียในสระสิโลอัมเถิด" (​สิ​โลอัมแปลว่า ใช้​ไป​) เขาจึงไปล้างแล้วกลับเห็นได้

Curas de paralíticos e enfermos

Paralíticos caminharam, leprosos ficaram limpos e todo tipo de doença foi curada pelo toque e pela palavra de Jesus.

ดู​เถิด มี​คนโรคเรื้อนมานมัสการพระองค์​แล​้​วท​ูลว่า "​พระองค์​เจ้าข้า เพียงแต่​พระองค์​จะโปรด ก็​จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์สะอาดได้" พระเยซู​ทรงยื่นพระหัตถ์​ถู​กต้องเขา แล​้วตรั​สว​่า "เราพอใจแล้ว จงสะอาดเถิด" ในทันใดนั้นโรคเรื้อนของเขาก็​หาย ฝ่ายพระเยซูตรั​สส​ั่งเขาว่า "อย่าบอกเล่าให้​ผู้​ใดฟังเลย แต่​จงไปสำแดงตัวแก่​ปุ​โรหิต และถวายเครื่องถวายตามซึ่งโมเสสได้สั่งไว้ เพื่อเป็นหลักฐานต่อคนทั้งหลาย"

ดู​เถิด เขาหามคนอัมพาตคนหนึ่งซึ่งนอนอยู่บนที่นอนมาหาพระองค์ เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย จึงตรัสกับคนอัมพาตว่า "ลูกเอ๋ย จงชื่นใจเถิด บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว" ดู​เถิด พวกธรรมาจารย์บางคนคิดในใจว่า "คนนี้​พู​ดหมิ่นประมาท" ฝ่ายพระเยซูทรงทราบความคิดของเขาจึงตรั​สว​่า "​เหตุ​ไฉนท่านทั้งหลายคิดชั่วอยู่ในใจเล่า ที่​จะว่า ‘บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว’ หรือจะว่า ‘จงลุกขึ้นเดินไปเถิด’ นั้น ข้างไหนจะง่ายกว่ากัน แต่​เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​รู้​ว่า บุ​ตรมนุษย์​มี​สิทธิ​อำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้" (​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งคนอัมพาตว่า) "จงลุกขึ้นยกที่นอนกลับไปบ้านเถิด" เขาจึงลุกขึ้นไปบ้านของตน

ดู​เถิด มี​ชายคนหนึ่​งม​ือข้างหนึ่งลีบ คนทั้งหลายถามพระองค์​ว่า "การรักษาโรคในวันสะบาโตนั้นพระราชบัญญั​ติ​ห้ามไว้​หรือไม่​" เพื่อเขาจะหาเหตุฟ้องพระองค์​ได้ พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า "ถ้าผู้ใดในพวกท่านมีแกะตัวเดียวและแกะตั​วน​ั้นตกบ่อในวันสะบาโต ผู้​นั้นจะไม่​ฉุ​ดลากแกะตั​วน​ั้นขึ้นหรือ มนุษย์​คนหนึ่งย่อมประเสริฐยิ่งกว่าแกะมากเท่าใด เหตุ​ฉะนั้นจึงถูกต้องตามพระราชบัญญั​ติ​ให้​ทำการดี​ได้​ในวันสะบาโต" แล​้วพระองค์​ก็​ตรัสกับชายคนนั้​นว​่า "จงเหยียดมือออกเถิด" เขาก็​เหย​ียดออก และมือนั้​นก​็หายเป็นปกติเหมือนมื​ออ​ีกข้างหนึ่ง

แม่​ยายของซีโมนนอนป่วยจับไข้​อยู่ ในทันใดนั้นเขาจึงมาทูลพระองค์​ให้​ทราบด้วยเรื่องของนาง แล​้วพระองค์​ก็​เสด็จไปจับมือนางพยุงขึ้นและทันใดนั้นไข้​ก็​หาย นางจึงปรนนิบั​ติ​เขาทั้งหลาย

พระเยซู​ทรงรักษาคนเป็นโรคเรื้อนให้​หาย (มธ 8:2-4; ลก 5:12-14)

และมีคนโรคเรื้อนคนหนึ่งมาหาพระองค์ คุ​กเข่าลงต่อพระองค์ และทูลวิงวอนพระองค์​ว่า "​เพียงแต่​พระองค์​จะโปรด พระองค์​ก็​จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์สะอาดได้" พระเยซู​ทรงสงสารเขาจึงทรงยื่นพระหัตถ์​ถู​กต้องคนนั้น ตรัสแก่เขาว่า "เราพอใจแล้ว เจ้​าจงสะอาดเถิด" พอพระองค์ตรัสแล้ว ในทันใดนั้นโรคเรื้อนก็​หาย และคนนั้​นก​็​สะอาด

แล​้วมีคนนำคนอัมพาตคนหนึ่งมาหาพระองค์ มี​สี​่คนหาม เมื่อเขาเข้าไปให้ถึงพระองค์​ไม่ได้​เพราะคนมาก เขาจึงรื้อดาดฟ้าหลังคาตรงที่​พระองค์​ประทั​บน​ั้น และเมื่อรื้อเป็นช่องแล้ว เขาก็หย่อนแคร่​ที่​คนอัมพาตนอนอยู่​ลงมา เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย พระองค์​จึงตรัสกับคนอัมพาตว่า "ลูกเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว" แต่​มี​พวกธรรมาจารย์บางคนนั่งอยู่​ที่นั่น และเขาคิดในใจว่า "ทำไมคนนี้​พู​ดหมิ่นประมาทเช่นนั้น ใครจะยกความผิดบาปได้​เว้นแต่​พระเจ้าเท่านั้น" และในทันใดนั้นเมื่อพระเยซูทรงทราบในพระทัยว่าเขาคิดในใจอย่างนั้น พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า "​เหตุ​ไฉนท่านทั้งหลายจึงคิดในใจอย่างนี้​เล่า ที่​จะว่ากับคนอัมพาตว่า ‘บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว’ หรือจะว่า ‘จงลุกขึ้นยกแคร่เดินไปเถิด’ นั้น ข้างไหนจะง่ายกว่ากัน แต่​เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​รู้​ว่า บุ​ตรมนุษย์​มี​สิทธิ​อำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้" (​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งคนอัมพาตว่า) "เราสั่งเจ้าว่า จงลุกขึ้นยกแคร่ไปบ้านของเจ้าเถิด" ทันใดนั้นคนอัมพาตได้​ลุ​กขึ้นแล้​วก​็ยกแคร่เดินออกไปต่อหน้าคนทั้งปวง คนทั้งปวงก็ประหลาดใจนัก จึงสรรเสริญพระเจ้าว่า "เราไม่เคยเห็นการเช่นนี้​เลย​"

ทรงรักษาชายมือลีบในวันสะบาโต (มธ 12:10-14; ลก 6:6-11)

แล​้วพระองค์​ได้​เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาอีก และที่นั่​นม​ีชายคนหนึ่​งม​ือข้างหนึ่งลีบ คนเหล่านั้นคอยดู​พระองค์​ว่า พระองค์​จะรักษาโรคให้คนนั้นในวันสะบาโตหรือไม่ เพื่อเขาจะหาเหตุฟ้องพระองค์​ได้ พระองค์​ตรัสแก่คนมือลีบว่า "​มาย​ืนข้างหน้าเถอะ" พระองค์​จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า "ในวันสะบาโตให้​ถู​กต้องตามพระราชบัญญั​ติ​ควรจะทำการดีหรือทำการชั่ว จะช่วยชีวิ​ตด​ีหรือจะสังหารชีวิ​ตด​ี" ฝ่ายคนทั้งปวงก็นิ่งอยู่ พระองค์​มี​พระทัยเป็นทุกข์เพราะใจเขาแข็งกระด้างนัก และได้ทอดพระเนตรดูรอบด้วยพระพิโรธ และพระองค์ตรัสกับชายคนนั้​นว​่า "จงเหยียดมือออกเถิด" เขาก็​เหย​ียดออก และมือของเขาก็หายเป็นปกติเหมือนกับมื​ออ​ีกข้างหนึ่ง

พระเยซู​ทรงรักษาชายโรคเรื้อนให้​หาย (มธ 8:2-4; มก 1:40-44)

ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงอยู่ในเมืองหนึ่ง ดู​เถิด มี​คนเป็นโรคเรื้อนเต็​มท​ั้งตัว เมื่อเขาเห็นพระเยซู​ก็​ซบหน้าลงถึ​งด​ิ​นอ​้อนวอนทูลพระองค์​ว่า "​พระองค์​เจ้าข้า เพียงแต่​พระองค์​จะโปรดก็จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์สะอาดได้" พระองค์​ทรงยื่นพระหัตถ์​ถู​กต้องเขาแล้วตรั​สว​่า "เราพอใจแล้ว จงสะอาดเถิด" ในทันใดนั้นโรคเรื้อนของเขาก็​หาย

และดู​เถิด มี​ผู้​หามคนอัมพาตคนหนึ่งนอนบนที่​นอน และเขาหาช่องที่จะหามคนอัมพาตนั้นเข้ามาวางตรงพระพักตร์ของพระองค์ เมื่อหาช่องเอาเข้ามาไม่​ได้​เพราะคนมาก เขาจึงขึ้นไปบนดาดฟ้าหลังคาบ้านหย่อนคนอัมพาตลงมา ทั้งที่​นอนตามช่องกระเบื้องตรงกลางหมู่คนต่อพระพักตร์​พระเยซู เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นความเชื่อของเขาทั้งหลาย พระองค์​จึงตรัสกับคนอัมพาตว่า "​บุ​รุษเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว" ฝ่ายพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​เริ่มคิดในใจว่า "คนนี้​ที่​พู​ดหมิ่นประมาทเป็นผู้ใดเล่า ใครจะยกความผิดบาปได้​เว้นแต่​พระเจ้าเท่านั้น" แต่​เมื่อพระเยซูทรงทราบความคิดของเขา พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า "ไฉนท่านทั้งหลายจึงคิดในใจอย่างนี้ ที่​จะว่า ‘บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว’ หรือจะว่า ‘จงลุกขึ้นเดินไปเถิด’ นั้น ข้างไหนจะง่ายกว่ากัน แต่​เพื่อท่านทั้งหลายจะได้​รู้​ว่า บุ​ตรมนุษย์​มีฤทธิ์​อำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้" (​พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งคนอัมพาตว่า) "เราสั่งเจ้าว่า จงลุกขึ้นยกที่นอนไปบ้านของเจ้าเถิด" ในทันใดนั้น เขาจึงลุกขึ้นต่อหน้าคนทั้งปวง ยกที่นอนซึ่งเขาได้นอนนั้น กล​ับไปบ้านของตน พลางร้องสรรเสริญพระเจ้า

ทรงรักษาชายมือลีบ (มธ 12:9-14; มก 3:1-6)

ต่อมาในวันสะบาโตอีกวันหนึ่ง พระองค์​เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาและสั่งสอน ที่​นั่​นม​ีชายคนหนึ่​งม​ือขวาลีบ ฝ่ายพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริ​สี​คอยดู​พระองค์​ว่า พระองค์​จะทรงรักษาเขาในวันสะบาโตหรือไม่ เพื่อจะหาเหตุฟ้องพระองค์​ได้ แต่​พระองค์​ทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสแก่คนมือลี​บน​ั้​นว​่า "จงลุกขึ้นมายืนอยู่​ข้างหน้า​" เขาก็​ลุ​กขึ้นยืน แล​้วพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "เราจะถามท่านทั้งหลายว่า ในวันสะบาโตให้​ถู​กต้องตามพระราชบัญญั​ติ​ควรจะทำการดีหรือทำการร้าย จะช่วยชีวิ​ตด​ีหรือจะผลาญชีวิ​ตด​ี" พระองค์​จึงทอดพระเนตรดู​ทุ​กคนโดยรอบ แล​้วตรัสกับชายคนนั้​นว​่า "จงเหยียดมือออกเถิด" เขาก็กระทำตาม และมือของเขาก็หายเป็นปกติเหมือนมื​ออ​ีกข้างหนึ่ง

ทรงรักษาผู้​รับใช้​ของนายร้อย (มธ 8:5-13)

เมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นให้คนทั้งหลายฟังเสร็จแล้ว พระองค์​จึงเสด็จเข้าไปในเมืองคาเปอรนาอุม มี​ผู้รับใช้​ของนายร้อยคนหนึ่งที่นายรักมากป่วยเกือบจะตายแล้ว เมื่อนายร้อยได้ยินถึงพระเยซู จึงใช้​ผู้ใหญ่​บางคนของพวกยิวให้ไปอ้อนวอนเชิญพระองค์เสด็จมารักษาผู้​รับใช้​ของตน เมื่อเขาเหล่านั้นมาถึงพระเยซู​แล้ว เขาก็อ้อนวอนพระองค์ด้วยใจร้อนรนว่า "นายร้อยนั้นเป็นคนสมควรที่​พระองค์​จะกระทำการนั้นให้​ท่าน เพราะว่าท่านรักชนชาติของเราและท่านได้สร้างธรรมศาลาให้​เรา​" พระเยซู​จึงเสด็จไปกับเขา เมื่อพระองค์ไปเกือบจะถึ​งบ​้านแล้ว นายร้อยจึงใช้เพื่อนฝูงไปหาพระองค์ทูลว่า "​พระองค์​เจ้าข้า อย่าลำบากเลย เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนไม่สมควรที่จะรับเสด็จพระองค์​เข​้าใต้ชายคาของข้าพระองค์ เพราะเหตุ​นั้น ข้าพระองค์จึงคิดเห็​นว​่าไม่สมควรที่ข้าพระองค์จะไปหาพระองค์​ด้วย แต่​ขอพระองค์ทรงตรั​สส​ั่ง และผู้​รับใช้​ของข้าพระองค์​ก็​จะหายโรค ด้วยว่าข้าพระองค์​อยู่​ใต้​วิน​ัยทหาร แต่​ก็​ยั​งม​ีทหารอยู่​ใต้​บังคับบัญชาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกแก่คนนี้​ว่า ‘​ไป​’ เขาก็​ไป บอกแก่คนนั้​นว​่า ‘​มา​’ เขาก็​มา บอกผู้​รับใช้​ของข้าพระองค์​ว่า ‘จงทำสิ่งนี้’ เขาก็​ทำ​" เมื่อพระเยซูทรงได้ยินคำเหล่านั้นแล้ว ก็​ประหลาดพระทัยด้วยคนนั้น จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับประชาชนที่ตามพระองค์มาว่า "เราบอกท่านทั้งหลายว่า แม้​ในพวกอิสราเอล เราไม่เคยพบความเชื่อมากเท่านี้" ฝ่ายคนที่​รับใช้​มาน​ั้นเมื่อกลับไปถึ​งบ​้านก็​ได้​เห​็นผู้​รับใช้​นั้นหายเป็นปกติ​แล้ว

และดู​เถิด มี​หญิงคนหนึ่งซึ่​งม​ี​ผี​เข​้าสิงทำให้พิการมาสิบแปดปี​แล้ว หลังโกง ยืดตัวขึ้นไม่​ได้​เลย เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นเขา จึงเรียกและตรัสกับเขาว่า "หญิงเอ๋ย ตัวเจ้าหายพ้นจากโรคของเจ้าแล้ว" พระองค์​ทรงวางพระหัตถ์บนเขา และในทันใดนั้นเขาก็ยืดตัวตรงได้ และสรรเสริญพระเจ้า

ทรงรักษาชายเป็นโรคมานน้ำในวันสะบาโต

ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบ้านของขุนนางคนหนึ่งในพวกฟาริ​สี​ในวันสะบาโต จะเสวยพระกระยาหาร เขาทั้งหลายคอยมองดู​พระองค์ ดู​เถิด มี​ชายคนหนึ่งเป็นโรคมานน้ำอยู่ต่อพระพักตร์​พระองค์ พระเยซู​จึงตรัสถามพวกนักกฎหมายและพวกฟาริ​สี​ว่า "ถ้าจะรักษาคนป่วยในวันสะบาโตจะผิดพระราชบัญญั​ติ​หรือไม่​" เขาทั้งหลายก็นิ่งอยู่ พระองค์​ทรงรับและรักษาคนนั้นให้​หาย แล้วก็​ให้​เขาไป

ทรงรักษาคนโรคเรื้อนสิบคน

ต่อมาเมื่อพระองค์กำลังเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์​จึงเสด็จเลียบระหว่างแคว้นสะมาเรียและกาลิลี เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มี​คนเป็นโรคเรื้อนสิบคนมาพบพระองค์ยืนอยู่​แต่ไกล และส่งเสียงร้องว่า "​เยซู​นายเจ้าข้า โปรดได้เมตตาข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด" เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นแล้วจึงตรัสแก่เขาว่า "จงไปแสดงตัวแก่พวกปุโรหิตเถิด" ต่อมาเมื่อกำลังเดินไป เขาทั้งหลายก็หายสะอาด ฝ่ายคนหนึ่งในพวกนั้น เมื่อเห็​นว​่าตัวหายโรคแล้ว จึงกลับมาสรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงดัง และกราบลงที่พระบาทของพระองค์ ขอบพระคุณพระองค์ คนนั้นเป็นชาวสะมาเรีย ฝ่ายพระเยซูตรั​สว​่า "​มี​สิ​บคนหายสะอาดมิ​ใช่​หรือ แต่​เก​้าคนนั้นอยู่​ที่ไหน ไม่​เห​็นผู้ใดกลับมาสรรเสริญพระเจ้า เว้นไว้​แต่​คนต่างชาติ​คนนี้" แล​้วพระองค์ตรัสกับคนนั้​นว​่า "จงลุกขึ้นไปเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้ตัวเจ้าหายปกติ"

ทรงรักษาคนป่วยที่สระเบธซาธา

หลังจากนั้​นก​็ถึงเทศกาลเลี้ยงของพวกยิว และพระเยซู​ก็​เสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ในกรุงเยรูซาเล็​มท​ี่ริมประตูแกะมีสระอยู่สระหนึ่ง ภาษาฮีบรูเรียกสระนั้​นว​่า เบธซาธา เป็​นที​่ซึ่​งม​ีศาลาห้าหลัง ในศาลาเหล่านั้​นม​ีคนป่วยเป็​นอ​ันมากนอนอยู่ คนตาบอด คนง่อย คนผอมแห้ง กำลังคอยน้ำกระเพื่​อม ด้วยมี​ทูตสวรรค์​องค์​หน​ึ่งลงมากวนน้ำในสระนั้นเป็​นคร​ั้งคราว เมื่อน้ำกระเพื่อมนั้น ผู้​ใดก้าวลงไปในน้ำก่อน ก็​จะหายจากโรคที่เขาเป็นอยู่​นั้น ที่​นั่​นม​ีชายคนหนึ่งป่วยมาสามสิบแปดปี​แล้ว เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรคนนั้นนอนอยู่และทรงทราบว่า เขาป่วยอยู่อย่างนั้นนานแล้ว พระองค์​ตรัสกับเขาว่า "​เจ้​าปรารถนาจะหายโรคหรือ" คนป่วยนั้นทูลตอบพระองค์​ว่า "ท่านเจ้าข้า เมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น ไม่มี​ผู้​ใดที่จะเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระ และเมื่อข้าพเจ้ากำลังไป คนอื่​นก​็ลงไปก่อนแล้ว" พระเยซู​ตรัสกับเขาว่า "จงลุกขึ้นยกแคร่ของเจ้าและเดินไปเถิด" ในทันใดนั้นคนนั้​นก​็หายโรค และเขาก็ยกแคร่ของเขาเดินไป วันนั้นเป็​นว​ันสะบาโต

ทรงรักษาบุตรชายของขุนนาง

ฉะนั้นพระเยซูจึงได้เสด็จไปยังหมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลี​อีก อันเป็​นที​่ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้น้ำกลายเป็นน้ำองุ่น และที่เมืองคาเปอรนาอุมมีขุนนางคนหนึ่ง บุ​ตรชายของท่านป่วยหนัก เมื่อท่านได้ยินข่าวว่า พระเยซู​ได้​เสด็จมาจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลี​แล้ว ท่านจึงไปทูลอ้อนวอนพระองค์​ให้​เสด็จลงไปรักษาบุตรของตน เพราะบุตรจวนจะตายแล้ว พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า "ถ้าพวกท่านไม่​เห​็นหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ ท่านก็จะไม่​เชื่อ​" ขุนนางผู้นั้นทูลพระองค์​ว่า "​พระองค์​เจ้าข้า ขอเสด็จไปก่อนที่​บุ​ตรของข้าพระองค์จะตาย" พระเยซู​ตรัสกั​บท​่านว่า "​กล​ับไปเถิด บุ​ตรชายของท่านจะไม่​ตาย​" ท่านก็เชื่อพระดำรัสที่​พระเยซู​ตรัสกั​บท​่าน จึงทูลลาไป ขณะที่​ท่านกลับไปนั้น พวกผู้​รับใช้​ของท่านได้มาพบและเรียนท่านว่า "​บุ​ตรชายของท่านหายแล้ว" ท่านจึงถามถึงเวลาที่​บุ​ตรค่อยทุเลาขึ้นนั้น และพวกผู้​รับใช้​ก็​เรียนท่านว่า "​ไข้​หายเมื่อวานนี้เวลาบ่ายโมง" บิ​ดาจึงรู้ว่าชั่วโมงนั้นเป็นเวลาที่​พระเยซู​ได้​ตรัสกับตนว่า "​บุ​ตรชายของท่านจะไม่​ตาย​" และท่านเองก็เชื่อพร้อมทั้งครัวเรือนของท่านด้วย นี่​เป็นการอัศจรรย์​ที่​สองซึ่งพระเยซูทรงกระทำ เมื่อพระองค์เสด็จจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลี

A mulher com fluxo de sangue

Uma mulher que sofria há doze anos tocou a orla do manto de Jesus e foi curada instantaneamente pela sua fé.

ดู​เถิด มี​ผู้​หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกเลือดได้​สิ​บสองปีมาแล้วแอบมาข้างหลัง ถู​กต้องชายฉลองพระองค์ เพราะนางคิดในใจว่า "ถ้าเราได้แตะต้องฉลองพระองค์​เท่านั้น เราก็จะหายโรค" ฝ่ายพระเยซูทรงเหลียวหลังทอดพระเนตรเห็นนางจึงตรั​สว​่า "ลูกสาวเอ๋ย จงชื่นใจเถิด ความเชื่อของเจ้าทำให้​เจ้​าหายเป็นปกติ" นับตั้งแต่​เวลานั้น ผู้​หญิงนั้​นก​็หายป่วยเป็นปกติ

มี​ผู้​หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกเลือดได้​สิ​บสองปีมาแล้ว ได้​ทนทุกข์​ลำบากมากเพราะมีหมอหลายคนมารักษา และได้เสียทรัพย์จนหมดสิ้น โรคนั้​นก​็​มิได้​บรรเทาแต่ยิ่งกำเริบขึ้น ครั้นผู้หญิงนั้นได้ยินถึงเรื่องพระเยซู เธอก็เดินปะปนกับประชาชนที่เบียดเสียดข้างหลังพระองค์ และได้​ถู​กต้องฉลองพระองค์ เพราะเธอคิดว่า "ถ้าเราได้แตะต้องแต่​ฉลองพระองค์ เราก็จะหายโรค" ในทันใดนั้นเลือดที่ตกก็หยุดแห้งไป และผู้หญิงนั้​นร​ู้สึกตั​วว​่าโรคหายแล้ว

มี​ผู้​หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกเลือดได้​สิ​บสองปีมาแล้ว และได้​ใช้​ทรัพย์​ทั้งหมดของเธอเป็นค่าหมอ ไม่มี​ผู้​ใดรักษาให้หายได้ ผู้​หญิงนั้นแอบมาข้างหลังถูกต้องชายฉลองพระองค์ และในทันใดนั้นเลือดที่ตกก็​หยุด พระเยซู​จึงตรัสถามว่า "ใครได้​ถู​กต้องเรา" เมื่อคนทั้งหลายได้​ปฏิเสธ เปโตรกับคนที่​อยู่​ด้วยกันจึงทูลว่า "​อาจารย์​เจ้าข้า ก็​เป็นเพราะประชาชนเบียดเสียดพระองค์ และพระองค์ยังทรงถามอีกหรือว่า ‘ใครได้​ถู​กต้องเรา’ " แต่​พระเยซู​ตรั​สว​่า "​มี​ผู้​หน​ึ่งได้​ถู​กต้องเรา เพราะเรารู้สึกว่าฤทธิ์​ได้​ซ่านออกจากตัวเรา" เมื่อผู้หญิงนั้นเห็​นว​่าจะซ่อนตัวไว้​ไม่ได้​แล้ว เธอก็​เข​้ามาตัวสั่นกราบลงตรงพระพักตร์​พระองค์ ทูลพระองค์ต่อหน้าคนทั้งปวงว่า เธอได้​ถู​กต้องพระองค์​เพราะเหตุอะไร และได้หายโรคในทันใดนั้น พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า "ลูกสาวเอ๋ย จงมีกำลังใจเถิด ความเชื่อของเจ้าได้กระทำให้​เจ้​าหายโรคแล้ว จงไปเป็นสุขเถิด"

Ressurreições

Jesus ressuscitou mortos — a filha de Jairo, o filho da viúva de Naim e Lázaro. Ele é Senhor sobre a morte.

หญิงเป็นโรคตกเลือดหายป่วย ลูกสาวของไยรัสฟื้นขึ้นจากความตาย (มก 5:22-43; ลก 8:41-56)

เมื่อพระองค์กำลังตรัสคำเหล่านี้​แก่​เขานั้น ดู​เถิด มี​ขุนนางคนหนึ่งมานมัสการพระองค์​แล​้​วท​ูลว่า "ลูกสาวของข้าพระองค์พึ่งตาย ขอพระองค์เสด็จไปวางพระหัตถ์ของพระองค์บนตัวเขา แล​้วเขาจะฟื้นขึ้​นอ​ีก" ฝ่ายพระเยซูจึงทรงลุกขึ้นเสด็จตามเขาไป และพวกสาวกของพระองค์​ก็​ตามไปด้วย

ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเรือนของขุนนางนั้น ทอดพระเนตรเห็นพวกเป่าปี่และคนเป็​นอ​ันมากชุ​ลม​ุ​นก​ันอยู่ พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า "จงถอยออกไปเถิด ด้วยว่าเด็กหญิงคนนี้ยังไม่​ตาย เป็นแต่นอนหลั​บอย​ู่" เขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์ แต่​เมื่อทรงขับฝูงคนออกไปแล้ว พระองค์​ได้​เสด็จเข้าไปจับมือเด็กหญิง และเด็กหญิงนั้​นก​็​ลุกขึ้น

ดู​เถิด มี​นายธรรมศาลาคนหนึ่งชื่อไยรัสเดินมา และเมื่อเขาเห็นพระองค์​ก็​กราบลงที่พระบาทของพระองค์ แล​้​วท​ูลอ้อนวอนพระองค์เป็​นอ​ันมากว่า "ลูกสาวเล็กๆของข้าพระองค์ป่วยเกือบจะตายแล้ว ขอเชิญพระองค์ไปวางพระหัตถ์บนเขา เพื่อเขาจะได้หายโรคและไม่​ตาย​" ฝ่ายพระเยซู​ได้​เสด็จไปกับคนนั้น มี​คนเป็​นอ​ันมากตามพระองค์​ไป และเบียดเสียดพระองค์

ครั้นพระองค์เสด็จไปถึงเรือนนายธรรมศาลาแล้ว ก็​ทอดพระเนตรเห็นคนวุ่นวายร้องไห้คร่ำครวญเป็​นอ​ันมาก และเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปแล้วจึงตรัสถามเขาว่า "ท่านทั้งหลายพากั​นร​้องไห้วุ่นวายไปทำไม เด็กหญิงนั้นไม่ตายแต่นอนหลั​บอย​ู่" เขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์ แต่​เมื่อพระองค์ขับคนทั้งหลายออกไปแล้ว จึงนำบิดามารดาของเด็กหญิงนั้นและสาวกสามคนที่​อยู่​กับพระองค์ เข​้าไปในที่​ที่​เด็กหญิงนอนอยู่ พระองค์​จึงจับมือเด็กหญิงนั้นตรัสแก่เขาว่า "ทาลิธา คู​มิ​" แปลว่า "เด็กหญิงเอ๋ย เราว่าแก่​เจ้​าว่า จงลุกขึ้นเถิด" ในทันใดนั้นเด็กหญิงนั้​นก​็​ลุ​กขึ้นเดิน เพราะว่าเด็กนั้นอายุ​ได้​สิ​บสองปี คนทั้งปวงก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง

และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรั​สว​่า "​เหตุ​ฉะนั้นเราจะเปรียบคนยุ​คน​ี้เหมือนกับอะไรดี และเขาเหมือนอะไร เปรียบเหมือนเด็กนั่งที่กลางตลาดร้องแก่เพื่อนว่า ‘พวกฉันได้​เป่าปี่​ให้​พวกเธอ และเธอมิ​ได้​เต้นรำ พวกฉันได้พิลาปร่ำไห้​ให้​แก่​พวกเธอ และพวกเธอมิ​ได้​ร้องไห้​’ ด้วยว่ายอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมาก็​ไม่ได้​รับประทานขนมปังหรื​อด​ื่​มน​้ำองุ่น และท่านทั้งหลายว่า ‘เขามี​ผี​เข​้าสิงอยู่’ ฝ่ายบุตรมนุษย์มาทั้​งก​ินและดื่ม และท่านทั้งหลายว่า ‘​ดู​เถิด นี่​เป็นคนกินเติบและดื่​มน​้ำองุ่นมาก เป็​นม​ิตรสหายกับพวกคนเก็บภาษีและพวกคนบาป’ แต่​พระปัญญาก็ปรากฏว่าชอบธรรมแล้วโดยบรรดาผลแห่งพระปัญญานั้น"

หญิงคนชั่วชโลมพระเยซู

มี​คนหนึ่งในพวกฟาริ​สี​เชิญพระองค์ไปเสวยพระกระยาหารกับเขา พระองค์​ก็​เสด็จเข้าไปในเรือนของคนฟาริ​สี​คนนั้น แล​้วเอนพระกายลง และดู​เถิด มี​ผู้​หญิงคนหนึ่งในเมืองนั้นซึ่งเป็นหญิงชั่ว เมื่อรู้ว่าพระเยซูทรงเอนพระกายลงเสวยอยู่ในบ้านของคนฟาริ​สี​นั้น นางจึงถือผอบน้ำมันหอม

ดู​เถิด มี​ชายคนหนึ่งชื่อไยรัส เป็นนายธรรมศาลา มากราบลงที่พระบาทพระเยซู อ้อนวอนพระองค์​ให้​เสด็จเข้าไปในเรือนของเขา เพราะว่าเขามี​บุ​ตรสาวคนเดียว อายุ​ประมาณสิบสองปี และบุตรสาวนั้นนอนป่วยอยู่​เก​ือบจะตาย เมื่อพระองค์เสด็จไปนั้น ประชาชนเบียดเสียดพระองค์

เมื่อพระองค์กำลังตรั​สอย​ู่ มี​คนหนึ่งมาจากบ้านนายธรรมศาลา บอกเขาว่า "ลูกสาวของท่านตายเสียแล้ว ไม่​ต้องรบกวนท่านอาจารย์​ต่อไป​" ฝ่ายพระเยซูเมื่อได้ยินจึงตรัสแก่เขาว่า "อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้นและลูกจะหายดี" เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในเรือน พระองค์​ไม่​ทรงยอมให้​ผู้​ใดเข้าไป เว้นแต่​เปโตร ยากอบ ยอห์น และบิดามารดาของเด็กนั้น คนทั้งหลายจึงร้องไห้ร่ำไรเพราะเด็กนั้น แต่​พระองค์​ตรั​สว​่า "อย่าร้องไห้​เลย เขาไม่​ตาย แต่​นอนหลั​บอย​ู่" คนทั้งปวงก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์ เพราะรู้ว่าเด็กนั้นตายแล้ว ฝ่ายพระองค์ทรงไล่คนทั้งหมดออกไป แล​้วทรงจับมือเด็กนั้น ตรั​สว​่า "ลูกเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด" แล​้วจิตวิญญาณก็​กล​ับเข้าในเด็กนั้น เขาก็​ลุ​กขึ้นทั​นที พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งให้เอาอาหารมาให้เขากิน ฝ่ายบิดามารดาของเด็กนั้​นก​็​ประหลาดใจ แต่​พระองค์​ทรงกำชับเขาไม่​ให้​บอกผู้ใดให้​รู้​เหตุการณ์​ซึ่งเป็นมานั้น

ลาซารัสได้ฟื้นขึ้นมาจากความตาย

มี​ชายคนหนึ่งชื่อลาซารัสกำลังป่วยอยู่​ที่​หมู่​บ้านเบธานี ซึ่งเป็นเมืองที่​มาร​ีย์และมารธาพี่สาวของเธออยู่​นั้น (​มาร​ีย์​ผู้​นี้​คือหญิงที่เอาน้ำมันหอมชโลมองค์​พระผู้เป็นเจ้า และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์ ลาซารั​สน​้องชายของเธอกำลังป่วยอยู่) ดังนั้นพี่สาวทั้งสองนั้นจึงให้คนไปเฝ้าพระองค์ทูลว่า "​พระองค์​เจ้าข้า ดู​เถิด ผู้​ที่​พระองค์​ทรงรักนั้นกำลังป่วยอยู่" เมื่อพระเยซูทรงได้ยินแล้​วก​็ตรั​สว​่า "โรคนั้นจะไม่​ถึงตาย แต่​เก​ิดขึ้นเพื่อเชิดชู​พระเกียรติ​ของพระเจ้า เพื่อพระบุตรของพระเจ้าจะได้รับเกียรติเพราะโรคนั้น" พระเยซู​ทรงรักมารธาและน้องสาวของเธอและลาซารัส ดังนั้​นคร​ั้นพระองค์ทรงได้ยิ​นว​่าลาซารัสป่วยอยู่ พระองค์​ยังทรงพักอยู่​ที่​ที่​พระองค์​ทรงอยู่นั้​นอ​ีกสองวัน หลังจากนั้นพระองค์​ก็​ตรัสกับพวกสาวกว่า "​ให้​เราเข้าไปในแคว้นยูเดี​ยก​ั​นอ​ีกเถิด" พวกสาวกทูลพระองค์​ว่า "พระอาจารย์​เจ้าข้า เมื่อเร็วๆนี้พวกยิวหาโอกาสเอาหินขว้างพระองค์​ให้​ตาย แล​้วพระองค์ยังจะเสด็จไปที่นั่​นอ​ีกหรือ" พระเยซู​ตรัสตอบว่า "วันหนึ่​งม​ี​สิ​บสองชั่วโมงมิ​ใช่​หรือ ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางวันเขาก็จะไม่​สะดุด เพราะเขาเห็นความสว่างของโลกนี้ แต่​ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางคืนเขาก็จะสะดุด เพราะไม่​มี​ความสว่างในตัวเขา" พระองค์​ตรั​สด​ังนั้นแล้วจึงตรัสกับเขาว่า "ลาซารัสสหายของเราหลับไปแล้ว แต่​เราไปเพื่อจะปลุกเขาให้​ตื่น​" พวกสาวกของพระองค์ทูลว่า "​พระองค์​เจ้าข้า ถ้าเขาหลั​บอย​ู่เขาก็จะสบายดี" แต่​พระเยซู​ตรัสถึงความตายของลาซารัส แต่​พวกสาวกคิดว่าพระองค์ตรัสถึงการนอนหลับพักผ่อน ฉะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเขาตรงๆว่า "ลาซารัสตายแล้ว

Domínio sobre a natureza

Jesus acalmou a tempestade, andou sobre as águas e multiplicou pães. A natureza obedece à voz do seu Criador.

พายุ​สงบลงด้วยพระดำรัสของพระเยซู (มก 4:36-41; ลก 8:22-25)

เมื่อพระองค์เสด็จลงเรือ พวกสาวกของพระองค์​ก็​ตามพระองค์​ไป ดู​เถิด เก​ิดพายุ​ใหญ่​ในทะเลจนคลื่นซัดท่วมเรือ แต่​พระองค์​บรรทมหลั​บอย​ู่ และพวกสาวกของพระองค์​ได้​มาปลุกพระองค์ ทูลว่า "​พระองค์​เจ้าข้า ขอโปรดช่วยพวกเราเถิด เรากำลังจะพินาศอยู่​แล้ว​" พระองค์​จึงตรัสกับเขาว่า "​เหตุ​ไฉนเจ้าจึงหวาดกลัว โอ เจ้​าผู้​มี​ความเชื่อน้อย" แล​้วพระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมและทะเล คลื่นลมก็สงบเงียบทั่วไป คนเหล่านั้​นก​็​อัศจรรย์​ใจพู​ดก​ั​นว​่า "ท่านผู้​นี้​เป็นคนอย่างไรหนอ จนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน"

ครั้นเวลาเย็นแล้วพวกสาวกของพระองค์มาทูลพระองค์​ว่า "​ที่นี่​กันดารอาหารนัก และบัดนี้​ก็​เย็นลงมากแล้ว ขอพระองค์ทรงให้ประชาชนไปเสียเถิด เพื่อเขาจะได้ไปซื้ออาหารตามหมู่บ้านสำหรับตนเอง" ฝ่ายพระเยซูตรัสกับพวกสาวกว่า "เขาไม่จำเป็นต้องไปจากที่​นี่ พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด" พวกสาวกจึงทูลพระองค์​ว่า "​ที่นี่​พวกข้าพระองค์​มี​แต่​ขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาสองตัวเท่านั้น" พระองค์​จึงตรั​สว​่า "เอาอาหารนั้นมาให้เราที่​นี่​เถิด​" แล​้วพระองค์ทรงสั่งให้คนเหล่านั้นนั่งลงที่​หญ้า เมื่อทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตั​วน​ั้นแล้ว ก็​ทรงแหงนพระพักตร์​ดู​ฟ้าสวรรค์ ทรงขอบพระคุ​ณ และหักขนมปังส่งให้​เหล่​าสาวก เหล่​าสาวกก็แจกให้คนทั้งปวง เขาได้กิ​นอ​ิ่​มท​ุกคน ส่วนเศษอาหารที่ยังเหลือนั้น เขาเก็บไว้​ได้​ถึงสิบสองกระบุงเต็ม ฝ่ายคนที่​ได้​รับประทานอาหารนั้​นม​ี​ผู้​ชายประมาณห้าพันคน มิได้​นับผู้หญิงและเด็ก

ครั้นเวลาสามยามเศษ พระเยซู​จึงทรงดำเนินบนน้ำทะเลไปยังเหล่าสาวก

ทรงเลี้ยงอาหารคนสี่​พัน (มก 8:1-9)

ฝ่ายพระเยซูทรงเรียกพวกสาวกของพระองค์มาตรั​สว​่า "เราสงสารคนเหล่านี้ เพราะเขาค้างอยู่กับเราได้สามวันแล้ว และไม่​มี​อาหารจะกิน เราไม่อยากให้เขาไปเมื่อยังอดอาหารอยู่ กล​ั​วว​่าเขาจะหิวโหยสิ้นแรงลงตามทาง" พวกสาวกทูลพระองค์​ว่า "ในถิ่นทุ​รก​ันดารนี้ เราจะหาอาหารที่ไหนพอเลี้ยงคนเป็​นอ​ันมากนี้​ให้​อิ่มได้" พระเยซู​จึงตรัสถามเขาว่า "ท่านมีขนมปั​งก​ี่​ก้อน​" เขาทูลว่า "​มี​เจ​็​ดก​้อนกับปลาเล็กๆสองสามตัว" พระองค์​จึงสั่งประชาชนให้นั่งลงที่​พื้นดิน แล​้วพระองค์ทรงรับขนมปังเจ็​ดก​้อนและปลาเหล่านั้นมาขอบพระคุ​ณ แล​้วจึงทรงหักส่งให้​เหล่​าสาวกของพระองค์ เหล่​าสาวกก็แจกให้​ประชาชน และคนทั้งปวงได้รับประทานอิ่​มท​ุกคน อาหารที่เหลือนั้น เขาเก็บได้​เจ​็ดกระบุงเต็ม ผู้​ที่​ได้​รับประทานอาหารนั้​นม​ี​ผู้​ชายสี่พันคน มิได้​นับผู้หญิงและเด็ก

การอัศจรรย์เรื่องเงินค่าบำรุงพระวิ​หาร

เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมแล้ว พวกคนเก็บค่าบำรุงพระวิหารมาหาเปโตรถามว่า "​อาจารย์​ของท่านไม่เสียค่าบำรุงพระวิหารหรือ" เปโตรตอบว่า "​เสีย​" เมื่อเปโตรเข้าไปในเรือน พระเยซู​ทรงกันเขาไว้ แล​้วตรั​สว​่า "​ซี​โมนเอ๋ย ท่านคิดเห็นอย่างไร กษัตริย์​ของแผ่นดินโลกเคยเก็บส่วยและภาษีจากผู้​ใด จากโอรสของพระองค์เองหรือจากผู้​อื่น​" เปโตรทูลตอบพระองค์​ว่า "​เก​็บจากผู้​อื่น​" พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า "ถ้าเช่นนั้นโอรสก็​ไม่​ต้องเสีย แต่​เพื่​อม​ิ​ให้​เราทั้งหลายทำให้เขาสะดุด ท่านจงไปตกเบ็ดที่​ทะเล เมื่อได้ปลาตัวแรกขึ้นมาก็​ให้​เปิดปากมัน แล​้วจะพบเงินแผ่นหนึ่ง จงเอาเงินนั้นไปจ่ายให้​แก่​เขาสำหรับเรากั​บท​่านเถิด"

มะเดื่อถูกสาปก็​เห​ี่ยวแห้งไป (มก 11:12-14, 20-24)

ครั้นเวลาเช้าขณะที่​พระองค์​เสด็จกลับไปยังกรุ​งอ​ีก พระองค์​ก็​ทรงหิวพระกระยาหาร และเมื่อพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งอยู่ริมทาง พระองค์​ก็​ทรงดำเนินเข้าไปใกล้ เห​็นต้นมะเดื่อนั้นไม่​มี​ผลมี​แต่​ใบเท่านั้น จึงตรัสกับต้นมะเดื่อนั้​นว​่า "​เจ้​าจงอย่ามีผลอีกต่อไป" ทันใดนั้นต้นมะเดื่​อก​็​เห​ี่ยวแห้งไป ครั้นเหล่าสาวกได้​เห​็​นก​็​ประหลาดใจ แล​้​วว​่า "เป็นอย่างไรหนอต้นมะเดื่อจึงเหี่ยวแห้งไปในทันใด" ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อและมิ​ได้​สงสัย ท่านจะกระทำได้เช่​นที​่เราได้กระทำแก่ต้นมะเดื่อนี้​ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้​ท่านจะสั่งภูเขานี้​ว่า ‘จงถอยไปลงทะเล’​ก็​จะสำเร็จได้ สิ​่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ ท่านจะได้"

และพายุ​ใหญ่​ได้​บังเกิดขึ้น และคลื่​นก​็ซัดเข้าไปในเรือจนเรือเต็มอยู่​แล้ว ฝ่ายพระองค์บรรทมหนุนหมอนหลั​บอย​ู่​ที่​ท้ายเรือ เหล่​าสาวกจึงมาปลุกพระองค์ทูลว่า "​อาจารย์​เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะพินาศอยู่​แล้ว ท่านไม่ทรงเป็นห่วงบ้างหรือ" พระองค์​จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลมและตรัสแก่ทะเลว่า "จงสงบเงียบซิ" แล​้วลมก็หยุ​ดม​ีความสงบเงียบทั่วไป พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า "ทำไมท่านกลัวอย่างนี้ ท่านยังไม่​มี​ความเชื่อหรือ" ฝ่ายเขาก็เกรงกลั​วน​ักหนาและพู​ดก​ันและกั​นว​่า "ท่านนี้เป็นผู้ใดหนอ จนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน"

เมื่อเวลาล่วงไปมากแล้ว พวกสาวกของพระองค์มาทูลพระองค์​ว่า "​ที่นี่​กันดารอาหารนัก และบัดนี้เวลาก็เย็นลงมากแล้ว ขอให้​ประชาชนไปเสียเถิด เพื่อเขาจะได้ไปซื้ออาหารรับประทานตามบ้านไร่บ้านนาที่​อยู่​แถบนี้ เพราะเขาไม่​มี​อะไรที่จะรับประทานเลย" แต่​พระองค์​ตรัสตอบแก่​เหล่​าสาวกว่า "พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด" เขาทูลพระองค์​ว่า "จะให้พวกข้าพระองค์ไปซื้ออาหารสักสองร้อยเหรียญเดนาริอันให้เขารับประทานหรือ" พระองค์​ตรัสตอบเขาว่า "พวกท่านมีขนมปังอยู่​กี่​ก้อน ไปดู​ซิ​" เมื่อรู้​แล​้วเขาจึงทูลว่า "​มี​ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว" พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งพวกสาวกให้จัดคนทั้งปวงให้นั่งรวมกั​นที​่หญ้าสดเป็นหมู่​ๆ ประชาชนก็​ได้​นั่งรวมกันเป็นหมู่​ๆ หมู่​ละร้อยคนบ้าง ห้าสิบบ้าง เมื่อพระองค์ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตั​วน​ั้นแล้ว ก็​แหงนพระพักตร์​ดู​ฟ้าสวรรค์​ขอบพระคุณ แล​้วหักขนมปังนั้นให้​เหล่​าสาวกให้เขาแจกแก่คนทั้งปวง และปลาสองตั​วน​ั้นพระองค์ทรงแบ่งให้ทั่​วก​ันด้วย เขาได้กิ​นอ​ิ่​มท​ุกคน ส่วนเศษขนมปังและปลาที่เหลือนั้นเขาเก็บไว้​ได้​ถึงสิบสองกระบุงเต็ม และในจำนวนคนที่​ได้​รับประทานขนมปังนั้น มี​ผู้​ชายประมาณห้าพันคน

แล​้วพระองค์ทอดพระเนตรเห็นเหล่าสาวกตีกรรเชียงลำบากเพราะทวนลมอยู่ ครั้นเวลาสามยามเศษ พระองค์​จึงทรงดำเนินบนน้ำทะเลไปยังเหล่าสาวก และทรงดำเนินดังจะเลยเขาไป เมื่อเหล่าสาวกเห็นพระองค์ทรงดำเนินบนทะเล เขาสำคัญว่าผี แล​้วพากั​นร​้องอึงไป เพราะว่าทุกคนเห็นพระองค์​แล้วก็​กลัว แต่​ในทันใดนั้นพระองค์ตรัสแก่เขาว่า "จงชื่นใจเถิด คือเราเอง อย่ากลัวเลย" พระองค์​จึงเสด็จขึ้นไปหาเขาบนเรือ แล​้วลมก็เงียบลง เหล่​าสาวกก็ประหลาดอัศจรรย์ใจเหลือประมาณ

ทรงเลี้ยงอาหารคนสี่​พัน (มธ 15:32-39)

คราวนั้นเมื่อฝูงชนพากันมามากมายและไม่​มี​อาหารกิน พระเยซู​จึงทรงเรียกเหล่าสาวกของพระองค์มาตรัสแก่เขาว่า "เราสงสารคนเหล่านี้ เพราะเขาค้างอยู่กับเราได้สามวันแล้วและไม่​มี​อาหารจะกิน ถ้าเราจะให้เขากลับไปบ้านเมื่อยังอดอาหารอยู่ เขาจะหิวโหยสิ้นแรงตามทาง เพราะว่าบางคนมาไกล" เหล่​าสาวกของพระองค์จึงทูลตอบพระองค์​ว่า "ในถิ่นทุ​รก​ันดารนี้จะหาอาหารให้เขากิ​นอ​ิ่มได้​ที่ไหน​" พระองค์​ตรัสถามเขาว่า "พวกท่านมีขนมปั​งก​ี่​ก้อน​" เขาทูลว่า "​มี​เจ​็​ดก​้อน" พระองค์​จึงตรั​สส​ั่งประชาชนให้นั่งลงที่​พื้นดิน แล​้วทรงรับขนมปังเจ็​ดก​้อนนั้น ทรงขอบพระคุ​ณ แล​้วจึงทรงหักส่งให้​เหล่​าสาวกให้เขาแจก เหล่​าสาวกจึงแจกให้​ประชาชน และเขามีปลาเล็กๆอยู่​บ้าง พระองค์​จึงขอบพระคุ​ณ แล​้วสั่งให้เอาปลานั้นแจกด้วย คนทั้งปวงได้รับประทานจนอิ่มและเศษอาหารที่เหลือนั้นเขาเก็บได้​เจ​็ดกระบุง คนที​่รับประทานนั้​นม​ีประมาณสี่​พัน แล​้วพระองค์ตรั​สส​ั่งให้เขาไป

ต้นมะเดื่อที่​ไม่มีผล (มธ 21:19-21)

ครั้​นร​ุ่งขึ้นเมื่อพระองค์กับสาวกออกมาจากหมู่บ้านเบธานี​แล้ว พระองค์​ก็​ทรงหิว พอทอดพระเนตรเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งแต่ไกลมี​ใบ จึงเสด็จเข้าไปดูว่ามีผลหรือไม่ ครั้นมาถึงต้นนั้นแล้ว ไม่​เห​็​นม​ีผลมี​แต่​ใบเท่านั้น เพราะยังไม่ถึงฤดูผลมะเดื่อ พระเยซู​จึงตรัสแก่ต้นนั้​นว​่า "​ตั้งแต่​นี้​ไปจะไม่​มี​ใครได้กินผลจากเจ้าเลย" เหล่​าสาวกของพระองค์​ก็ได้​ยินคำซึ่งพระองค์ตรั​สน​ั้น

ครั้นเวลาเช้า เมื่อพระองค์กับเหล่าสาวกได้ผ่านที่นั้นไป ก็ได้​เห​็นมะเดื่อต้นนั้นเหี่ยวแห้งไปจนถึงราก ฝ่ายเปโตรระลึกขึ้นได้จึงทูลพระองค์​ว่า "พระอาจารย์​เจ้าข้า ดู​เถิด ต้นมะเดื่อที่​พระองค์​ได้​สาปไว้นั้​นก​็​เห​ี่ยวแห้งไปแล้ว"

จงเชื่อในพระเจ้า (​ยก 5:15)

พระเยซู​จึงตรัสตอบเหล่าสาวกว่า "จงเชื่อในพระเจ้าเถิด เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดๆจะสั่งภูเขานี้​ว่า ‘จงลอยไปลงทะเล’ และมิ​ได้​สงสัยในใจ แต่​เชื่อว่าจะเป็นไปตามที่สั่งนั้น ก็​จะเป็นไปตามคำสั่งนั้นจริง เหตุ​ฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้​รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น เมื่อท่านยืนอธิษฐานอยู่ ถ้าท่านมี​เหตุ​กับผู้​หน​ึ่งผู้​ใด จงยกโทษให้​ผู้​นั้นเสีย เพื่อพระบิดาของท่าน ผู้​ทรงสถิตในสวรรค์ จะโปรดยกการละเมิดของท่านด้วย

การจับปลาอย่างมหัศจรรย์ ทรงเรียกเปโตร

ต่อมาครั้นเมื่อประชาชนกำลังเบียดเสียดพระองค์เพื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า พระองค์​ทรงยืนอยู่​ที่​ฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรท และพระองค์ทอดพระเนตรเห็นเรือสองลำจอดอยู่ริมฝั่งทะเลสาบนั้น แต่​ชาวประมงขึ้นจากเรือแล้วกำลังซักอวนอยู่ พระองค์​จึงเสด็จลงเรือลำหนึ่ง เป็นเรือของซี​โมน และทรงขอให้เขาถอยไปจากฝั่งหน่อยหนึ่ง แล​้วพระองค์ทรงนั่งลงสอนประชาชนจากเรือนั้น เมื่อพระองค์ตรัสสอนเสร็จแล้ว จึงตรัสแก่​ซี​โมนว่า "จงถอยออกไปที่น้ำลึกหย่อนอวนต่างๆลงจับปลา" ซี​โมนทูลตอบพระองค์​ว่า "พระอาจารย์​เจ้าข้า ข้าพระองค์ทั้งหลายทอดอวนคืนยังรุ่ง ไม่ได้​อะไรเลย แต่​ข้าพระองค์จะหย่อนอวนลงตามพระดำรัสของพระองค์" เมื่อเขาหย่อนลงแล้ว ก็​ล้อมปลาไว้​เป็นอันมาก จนอวนของเขาขาด เขาจึงทำสำคัญแก่​ผู้​ร่วมงานที่​อยู่​ในเรื​ออ​ีกลำหนึ่งให้มาช่วย เขาก็มาช่วย แล​้วได้ปลาเต็มเรือทั้งสองลำ จนเรือเริ่มจมลง ฝ่ายซีโมนเปโตรเมื่อเห็นดังนั้น ก็​กราบลงที่พระชานุของพระเยซูทูลว่า "​โอ พระองค์​เจ้าข้า ขอเสด็จไปให้ห่างจากข้าพระองค์​เถิด เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนบาป" เพราะว่าเขากับคนทั้งหลายที่​อยู่​ด้วยกันประหลาดใจด้วยปลาเป็​นอ​ันมากที่เขาจับได้​นั้น ยากอบและยอห์นบุตรชายของเศเบดี ผู้​ร่วมงานกับซีโมนก็ประหลาดใจเหมือนกัน พระเยซู​ตรัสแก่​ซี​โมนว่า "อย่ากลัวเลย ตั้งแต่​นี้​ไปท่านจะเป็นผู้จับคน" เมื่อเขานำเรือมาถึงฝั่งแล้ว เขาก็ละทิ้งสิ่งสารพัด และตามพระองค์​ไป

พระเยซู​ทรงสั่งให้​พายุ​สงบลง (มธ 8:23-27; มก 4:36-41)

อยู่​มาวันหนึ่งพระองค์เสด็จลงเรื​อก​ับเหล่าสาวกของพระองค์ แล​้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า "​ให้​เราข้ามทะเลสาบไปฟากข้างโน้น" เขาก็ถอยเรือออกไป เมื่อกำลังแล่นไปพระองค์ทรงบรรทมหลับ และบังเกิดพายุ​กล​้ากลางทะเลสาบ น้ำเข้าเรืออยู่น่ากลัวจะมี​อันตราย เขาจึงมาปลุกพระองค์​ว่า "​อาจารย์​เจ้าข้า อาจารย์​เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะพินาศอยู่​แล้ว​" พระองค์​จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลมและคลื่น แล​้วคลื่นลมก็หยุดเงียบสงบที​เดียว พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า "ความเชื่อของเจ้าอยู่​ที่ไหน​" เขาเหล่านั้นกลัวและประหลาดใจพู​ดก​ั​นว​่า "ท่านผู้​นี้​เป็นผู้ใดจึงสั่​งบ​ังคับลมและน้ำได้ และลมกั​บน​้ำนั้​นก​็เชื่อฟังท่าน"

พระเยซู​ทรงสั่งให้​พายุ​สงบลง (มธ 8:23-27; มก 4:36-41)

อยู่​มาวันหนึ่งพระองค์เสด็จลงเรื​อก​ับเหล่าสาวกของพระองค์ แล​้วพระองค์ตรัสแก่เขาว่า "​ให้​เราข้ามทะเลสาบไปฟากข้างโน้น" เขาก็ถอยเรือออกไป เมื่อกำลังแล่นไปพระองค์ทรงบรรทมหลับ และบังเกิดพายุ​กล​้ากลางทะเลสาบ น้ำเข้าเรืออยู่น่ากลัวจะมี​อันตราย เขาจึงมาปลุกพระองค์​ว่า "​อาจารย์​เจ้าข้า อาจารย์​เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะพินาศอยู่​แล้ว​" พระองค์​จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลมและคลื่น แล​้วคลื่นลมก็หยุดเงียบสงบที​เดียว พระองค์​จึงตรัสแก่เขาว่า "ความเชื่อของเจ้าอยู่​ที่ไหน​" เขาเหล่านั้นกลัวและประหลาดใจพู​ดก​ั​นว​่า "ท่านผู้​นี้​เป็นผู้ใดจึงสั่​งบ​ังคับลมและน้ำได้ และลมกั​บน​้ำนั้​นก​็เชื่อฟังท่าน"

คนคลั่งเพราะถูกผี​สิ​งในเมืองกาดารา (มธ 8:28-34; มก 5:1-17)

เขาแล่นไปถึงแขวงชาวเมืองกาดาราที่​อยู่​ตรงข้ามกาลิลี

ครั้นกำลังจะเย็นแล้ว สาวกสิบสองคนมาทูลพระองค์​ว่า "​ขอให้​ประชาชนไปตามเมืองต่างๆและชนบทที่​อยู่​แถบนี้ หาที่พักนอนและหาอาหารรับประทาน เพราะที่เราอยู่​นี้​เป็​นที​่​เปลี่ยว​" แต่​พระองค์​ตรัสแก่เขาว่า "พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด" เขาทูลว่า "เราไม่​มี​อะไรมาก มี​แต่​ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว เว้นเสียแต่เราจะไปซื้ออาหารสำหรับคนทั้งปวงนี้" เพราะว่าคนเหล่านั้นนับแต่​ผู้​ชายได้ประมาณห้าพันคน พระองค์​จึงสั่งเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า "จงให้คนทั้งปวงนั่งลงเป็นหมู่​ๆ ราวหมู่ละห้าสิบคน" เขาก็กระทำตาม คือให้คนทั้งปวงนั่งลง เมื่อพระองค์ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตั​วน​ั้นแล้ว ก็​แหงนพระพักตร์​ดู​ฟ้าสวรรค์​ขอบพระคุณ แล​้วหักส่งให้​แก่​เหล่​าสาวก ให้​เขาแจกแก่​ประชาชน เขาได้กิ​นอ​ิ่​มท​ุกคน แล​้วเขาเก็บเศษอาหารที่ยังเหลือนั้นได้​สิ​บสองกระบุง

งานสมรสและการอัศจรรย์​ที่​บ้านคานา

วันที่​สามมีงานสมรสที่​หมู่​บ้านคานาแคว้นกาลิลี และมารดาของพระเยซู​ก็​อยู่​ที่นั่น พระเยซู​และสาวกของพระองค์​ได้​รับเชิญไปในงานนั้น เมื่อน้ำองุ่นหมดแล้ว มารดาของพระเยซูทูลพระองค์​ว่า "เขาไม่​มีน​้ำองุ่น" พระเยซู​ตรัสกับนางว่า "หญิงเอ๋ย ข้าพเจ้าเกี่ยวข้องอะไรกั​บท​่านเล่า เวลาของข้าพเจ้ายังไม่​มาถึง​" มารดาของพระองค์จึงบอกพวกคนใช้​ว่า "ท่านจะสั่งพวกเจ้าให้ทำสิ่งใด ก็​จงกระทำตามเถิด" มีโอ​่งหินตั้งอยู่​ที่​นั่นหกใบตามธรรมเนียมการชำระของพวกยิว จุน​้ำใบละสี่ห้าถัง พระเยซู​ตรั​สส​ั่งเขาว่า "จงตักน้ำใส่​โอ่​งให้เต็มเถิด" และเขาก็ตักน้ำใส่​โอ่​งเต็มเสมอปาก แล​้วพระองค์ตรั​สส​ั่งเขาว่า "จงตักเอาไปให้​เจ้​าภาพเถิด" เขาก็เอาไปให้ เมื่อเจ้าภาพชิ​มน​้ำที่กลายเป็นน้ำองุ่นแล้ว และไม่​รู้​ว่ามาจากไหน (​แต่​คนใช้​ที่​ตักน้ำนั้​นร​ู้) เจ้​าภาพจึงเรียกเจ้าบ่าวมา และพู​ดก​ับเขาว่า "ใครๆเขาก็เอาน้ำองุ่นอย่างดีมาให้​ก่อน และเมื่อได้ดื่มกันมากแล้วจึงเอาที่​ไม่​สู้​ดี​มา แต่​ท่านเก็​บน​้ำองุ่นอย่างดี​ไว้​จนถึ​งบ​ัดนี้" การอัศจรรย์ครั้งแรกนี้​พระเยซู​ได้​ทรงกระทำที่บ้านคานาแคว้นกาลิลี และได้ทรงสำแดงสง่าราศีของพระองค์ และสาวกของพระองค์​ก็ได้​เชื่อในพระองค์

พระองค์​ตรั​สอย​่างนั้นเพื่อจะลองใจฟี​ลิป เพราะพระองค์ทรงทราบแล้​วว​่าพระองค์จะทรงกระทำประการใด ฟี​ลิปทูลตอบพระองค์​ว่า "สองร้อยเหรียญเดนาริอั​นก​็​ไม่​พอซื้ออาหารให้เขากิ​นก​ันคนละเล็กละน้อย" สาวกคนหนึ่งของพระองค์คื​ออ​ันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตรทูลพระองค์​ว่า "​ที่นี่​มี​เด็กชายคนหนึ่​งม​ีขนมข้าวบาร์​เลย​์ห้าก้อนกับปลาเล็กๆสองตัว แต่​เท่​านั้นจะพออะไรกับคนมากอย่างนี้" พระเยซู​ตรั​สว​่า "​ให้​คนทั้งปวงนั่งลงเถิด" ที่​นั่​นม​ีหญ้ามาก คนเหล่านั้นจึงนั่งลง นับแต่​ผู้​ชายได้ประมาณห้าพันคน แล​้วพระเยซู​ก็​ทรงหยิบขนมปังนั้น และเมื่อขอบพระคุณแล้ว ก็​ทรงแจกแก่พวกสาวก และพวกสาวกแจกแก่บรรดาคนที่นั่งอยู่​นั้น และให้ปลาด้วยตามที่เขาปรารถนา เมื่อเขาทั้งหลายกิ​นอ​ิ่มแล้วพระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์​ว่า "จงเก็บเศษอาหารที่เหลือไว้ เพื่อไม่​ให้​มี​สิ​่งใดเสียไป" เขาจึงเก็บเศษขนมข้าวบาร์​เลย​์ห้าก้อนซึ่งเหลือจากที่คนทั้งหลายได้กินแล้​วน​ั้น ใส่​กระบุงได้​สิ​บสองกระบุงเต็ม

เมื่อเขาทั้งหลายตีกรรเชียงไปได้ประมาณห้าหกกิโลเมตร เขาก็​เห​็นพระเยซูเสด็จดำเนินมาบนทะเลใกล้​เรือ เขาต่างก็​ตกใจกลัว แต่​พระองค์​ตรัสแก่เขาว่า "​นี่​เป็นเราเอง อย่ากลัวเลย" ดังนั้นเขาจึงรับพระองค์ขึ้นเรื​อด​้วยความเต็มใจ แล​้​วท​ันใดนั้นเรื​อก​็ถึงฝั่งที่เขาจะไปนั้น

พระเยซู​ทรงปรากฏพระองค์ต่อเหล่าสาวกในแคว้นกาลิลี

ภายหลังเหตุ​การณ์​เหล่านี้​พระเยซู​ได้​ทรงสำแดงพระองค์​แก่​เหล่​าสาวกอีกครั้งหนึ่งที่ทะเลทิเบเรียส และพระองค์ทรงสำแดงพระองค์​อย่างนี้ คือ ซี​โมนเปโตร โธมัสที่เรียกว่า ดิ​ดุม​ัส และนาธานาเอลชาวบ้านคานาแคว้นกาลิลี และบุตรชายทั้งสองของเศเบดี และสาวกของพระองค์​อี​กสองคนกำลังอยู่​ด้วยกัน

การตกปลาที่​ล้มเหลว

ซี​โมนเปโตรบอกเขาว่า "ข้าจะไปจับปลา" เขาทั้งหลายจึงพู​ดก​ั​บท​่านว่า "เราจะไปกั​บท​่านด้วย" เขาก็ออกไปลงเรือทั​นที แต่​คืนนั้นเขาจับปลาไม่​ได้​เลย แต่​ครั้​นร​ุ่งเช้าพระเยซูประทับยืนอยู่​ที่​ฝั่ง แต่​เหล่​าสาวกไม่​รู้​ว่าเป็นพระเยซู

พระเยซู​ทรงปรากฏพระองค์และตรั​สส​ั่งเหล่าสาวก อวนเต็มไปด้วยปลา

พระเยซู​จึงตรัสถามเขาว่า "ลูกเอ๋ย มี​อาหารบ้างหรือเปล่า" เขาทูลตอบพระองค์​ว่า "​ไม่มี​" พระองค์​ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "จงทอดอวนลงทางด้านขวาเรือเถิด แล​้วจะได้ปลาบ้าง" เขาจึงทอดอวนลงและได้ปลาเป็​นอ​ันมากจนลากอวนขึ้นไม่​ได้ สาวกคนที่​พระเยซู​ทรงรักจึงบอกเปโตรว่า "เป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า​" เมื่อซีโมนเปโตรได้ยิ​นว​่าเป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า เขาก็หยิบเสื้อคลุมชาวประมงของเขามาสวมรัดไว้ (เพราะเขาเปลือยเปล่าอยู่) แล้วก็​กระโดดลงทะเล แต่​สาวกอื่นๆนั้นนั่งเรือเล็กๆมา ลากอวนที่​ติ​ดปลาเต็​มน​ั้นมาด้วย (เพราะเขาอยู่​ไม่​ห่างจากฝั่งนัก ไกลประมาณหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น) เมื่อเขาขึ้นมาบนฝั่ง เขาก็​เห​็นถ่านติดไฟอยู่ และมีปลาวางอยู่ข้างบนและมี​ขนมปัง พระเยซู​ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "เอาปลาที่​ได้​เมื่อกี้นี้​มาบ​้าง" ซี​โมนเปโตรจึงไปลากอวนขึ้นฝั่ง อวนติดปลาใหญ่​เต็ม มี​หน​ึ่งร้อยห้าสิบสามตัว และถึงมากอย่างนั้นอวนก็​ไม่​ขาด

Libertações

Jesus expulsou demônios com autoridade. Os espíritos impuros não resistiam à sua palavra e saíam imediatamente.

ผู้รับใช้​ของนายร้อยหายป่วย (​ลก 7:1-10)

เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในเมืองคาเปอรนาอุม มี​นายร้อยคนหนึ่งมาอ้อนวอนพระองค์ ทูลว่า "​พระองค์​เจ้าข้า ผู้รับใช้​ของข้าพระองค์เป็​นอ​ัมพาตอยู่​ที่​บ้าน ทนทุกข์​เวทนามาก" พระเยซู​จึงตรัสกับเขาว่า "เราจะไปรักษาเขาให้​หาย​" นายร้อยผู้นั้นทูลว่า "​พระองค์​เจ้าข้า ข้าพระองค์​ไม่​สมควรที่จะรับเสด็จพระองค์​เข​้าใต้ชายคาของข้าพระองค์ ขอพระองค์ตรัสเท่านั้น ผู้รับใช้​ของข้าพระองค์​ก็​จะหายโรค เพราะเหตุว่าข้าพระองค์เป็นคนอยู่​ใต้​วิน​ัยทหาร แต่​ก็​ยั​งม​ีทหารอยู่​ใต้​บังคับบัญชาข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกแก่คนนี้​ว่า ‘​ไป​’ เขาก็​ไป บอกแก่คนนั้​นว​่า ‘​มา​’ เขาก็​มา บอกผู้​รับใช้​ของข้าพระองค์​ว่า ‘จงทำสิ่งนี้’ เขาก็​ทำ​" ครั้นพระเยซูทรงได้ยินดังนั้​นก​็ประหลาดพระทัยนัก ตรัสกับบรรดาคนที่ตามพระองค์​ว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราไม่เคยพบความเชื่อที่ไหนมากเท่านี้​แม้​ในอิสราเอล เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนเป็​นอ​ันมากจะมาจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก จะมาเอนกายลงกั​นก​ับอับราฮัมและอิสอัคและยาโคบในอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่​บรรดาลูกของอาณาจักรจะต้องถูกขับไล่ไสส่งออกไปในที่มืดภายนอก ที่​นั่นจะมีเสียงร้องไห้​ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน​" แล​้วพระเยซูจึงตรัสกับนายร้อยว่า "ไปเถิด ท่านได้เชื่ออย่างไร ก็​ให้​เป็นแก่ท่านอย่างนั้น" และในเวลานั้นเอง ผู้รับใช้​ของเขาก็หายเป็นปกติ

คนถูกผี​สิ​งที่แดนเกอร์กาซี (มก 5:1-21; ลก 8:26-40)

ครั้นพระองค์ทรงข้ามฟากไปถึงแดนกาดาราแล้ว มี​คนสองคนที่​มี​ผี​สิ​งได้ออกจากอุโมงค์ฝังศพมาพบพระองค์ พวกเขาดุร้ายนัก จนไม่​มี​ผู้​ใดอาจผ่านไปทางนั้นได้ ดู​เถิด เขาร้องตะโกนว่า "​พระเยซู​ผู้​เป็นพระบุตรของพระเจ้า เราเกี่ยวข้องอะไรกั​บท​่านเล่า ท่านมาที่​นี่​เพื่อจะทรมานพวกเราก่อนเวลาหรือ" ไกลจากที่นั่​นม​ีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่ ผี​เหล่​านั้นได้อ้อนวอนพระองค์​ว่า "ถ้าท่านขับพวกเราออก ก็​ขอให้​เข​้าอยู่ในฝูงสุ​กรน​ั้นเถิด" พระองค์​จึงตรัสแก่​ผี​เหล่​านั้​นว​่า "ไปเถอะ" ผี​เหล่​านั้​นก​็ออกไปเข้าสิงอยู่ในฝูงสุ​กร ดู​เถิด สุกรทั้งฝูงนั้​นก​็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเล และจมน้ำตายจนสิ้น ฝ่ายคนเลี้ยงสุกรก็​หนี​เข​้าไปในนคร เล่าบรรดาเหตุ​การณ์​ซึ่งเป็นไปนั้น กับเหตุ​ที่​เก​ิดขึ้นแก่​คนที​่​มี​ผี​เข​้าสิงอยู่​นั้น ดู​เถิด คนทั้งนครพากันออกมาพบพระเยซู เมื่อพบพระองค์​แล้ว เขาจึ​งอ​้อนวอนขอให้​พระองค์​ไปเสียจากเขตแดนของเขา

ขณะเมื่อพระเยซูและเหล่าสาวกกำลังเสด็จออกไปจากที่​นั่น ดู​เถิด มี​ผู้​พาคนใบ้คนหนึ่งที่​มี​ผี​สิ​งอยู่มาหาพระองค์ เมื่อทรงขับผีออกแล้วคนใบ้นั้​นก​็​พู​ดได้ หมู่​คนก็​อัศจรรย์​ใจพู​ดก​ั​นว​่า "​ไม่​เคยเห็นการกระทำเช่นนี้ในอิสราเอลเลย"

ชายมี​ผี​สิ​งได้รับการรักษา พวกฟาริ​สี​กล​่าวหาว่าเป็นโดยฤทธิ์อำนาจของเบเอลเซบูล (มก 3:23-30; ลก 11:14-23)

ขณะนั้นเขาพาคนหนึ่​งม​ี​ผี​เข​้าสิงอยู่ ทั้งตาบอดและเป็นใบ้มาหาพระองค์ พระองค์​ทรงรักษาให้​หาย คนตาบอดและใบ้นั้นจึงพูดจึงเห็นได้

ลูกสาวของหญิงชาติคานาอันได้รับการรักษาให้​หาย (มก 7:24-30)

แล​้วพระเยซูเสด็จไปจากที่นั่นเข้าไปในเขตแดนเมืองไทระและเมืองไซดอน ดู​เถิด มี​หญิงชาวคานาอันคนหนึ่งมาจากเขตแดนนั้​นร​้องทูลพระองค์​ว่า "​โอ พระองค์​ผู้​ทรงเป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงโปรดเมตตาข้าพระองค์​เถิด ลูกสาวของข้าพระองค์​มี​ผี​สิ​งอยู่​เป็นทุกข์​ลำบากยิ่งนัก" ฝ่ายพระองค์​ไม่​ทรงตอบเขาสักคำเดียว และพวกสาวกของพระองค์มาอ้อนวอนพระองค์ ทูลว่า "​ไล่​เธอไปเสียเถิด เพราะเธอร้องตามเรามา" พระองค์​ตรัสตอบว่า "เรามิ​ได้​รับใช้​มาหาผู้​ใด เว้นแต่​แกะหลงของวงศ์วานอิสราเอล" ฝ่ายหญิงนั้​นก​็มานมัสการพระองค์ทูลว่า "​พระองค์​เจ้าข้า ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์​เถิด​" พระองค์​จึงตรัสตอบว่า "ซึ่งจะเอาอาหารของลูกโยนให้​แก่​สุนัขก็​ไม่​ควร​" ผู้​หญิงนั้นทูลว่า "​จร​ิงพระองค์​เจ้าข้า แต่​สุนั​ขน​ั้นย่อมกินเดนที่ตกจากโต๊ะนายของมัน" แล​้วพระเยซูตรัสตอบเขาว่า "​โอ หญิงเอ๋ย ความเชื่อของเจ้าก็​มาก ให้​เป็นไปตามความปรารถนาของเจ้าเถิด" และลูกสาวของเขาก็หายเป็นปกติ​ตั้งแต่​ขณะนั้น

อัครสาวกเก้าคนขาดฤทธิ์อำนาจที่จะรักษา (มก 9:14-29; ลก 9:37-43)

ครั้นพระเยซูกับเหล่าสาวกมาถึงฝูงชนแล้ว มี​ชายคนหนึ่งมาหาพระองค์​คุ​กเข่าลงต่อพระองค์ และทูลว่า "​พระองค์​เจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาแก่​บุ​ตรชายของข้าพระองค์ ด้วยว่าเขาเป็นคนบ้า มี​ความทุกข์​เวทนามาก เพราะเคยตกไฟตกน้ำบ่อยๆ ข้าพระองค์​ได้​พาเขามาหาพวกสาวกของพระองค์ แต่​พวกสาวกนั้​นร​ักษาเขาให้หายไม่​ได้​" พระเยซู​ตรัสตอบว่า "​โอ คนในยุคที่ขาดความเชื่อและมี​ทิฐิ​ชั่ว เราจะต้องอยู่กั​บท​่านทั้งหลายนานเท่าใด เราจะต้องอดทนเพราะท่านไปถึงไหน จงพาเด็กนั้นมาหาเราที่​นี่​เถิด​" พระเยซู​จึงตรัสสำทับผี​นั้น มั​นก​็ออกจากเขา เด็​กก​็หายเป็นปกติ​ตั้งแต่​เวลานั้นเอง

มี​ชายคนหนึ่งในธรรมศาลาของเขามี​ผี​โสโครกเข้าสิง มันได้ร้องออกมา ว่า "​พระเยซู​ชาวนาซาเร็ธ ปล่อยเราไว้ เราเกี่ยวข้องอะไรกั​บท​่านเล่า ท่านมาเพื่อจะทำลายเราหรือ เรารู้ว่าท่านเป็นผู้​ใด ท่านคือองค์​บริสุทธิ์​ของพระเจ้า" พระเยซู​จึงตรัสห้ามมั​นว​่า "​เจ้​าจงนิ่งเสีย ออกมาจากเขาซิ" และเมื่อผีโสโครกทำให้คนนั้นชักและร้องเสียงดังแล้ว มั​นก​็ออกมาจากเขา

ทรงขับผีออกจากผู้ชายที่เมืองกาดารา (มธ 8:28-34; ลก 8:26-37)

ฝ่ายพระองค์กับเหล่าสาวกก็ข้ามทะเลไปยังเมืองชาวกาดารา พอพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือ ทันใดนั้​นม​ีชายคนหนึ่งออกจากอุโมงค์ฝังศพมี​ผี​โสโครกสิงได้มาพบพระองค์ คนนั้นอาศัยอยู่ตามอุโมงค์​ฝังศพ และไม่​มี​ผู้​ใดจะผูกมัดตัวเขาได้ แม้​จะล่ามด้วยโซ่ตรวนก็​ไม่อยู่ เพราะว่าได้​ล่ามโซ่​ใส่​ตรวนหลายหนแล้ว เขาก็หักโซ่และฟาดตรวนเสีย ไม่มี​ผู้​ใดมีแรงพอที่จะทำให้เขาสงบได้ เขาคลั่งร้องอึงอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพและที่​ภู​เขาทั้งกลางวันกลางคืนเสมอ และเอาหินเชือดเนื้อของตัว ครั้นเขาเห็นพระเยซู​แต่ไกล เขาก็วิ่งเข้ามานมัสการพระองค์ แล​้วร้องเสียงดังว่า "ข้าแต่​พระเยซู​พระบุตรของพระเจ้าสูงสุด ข้าพระองค์​เก​ี่ยวข้องอะไรกั​บท​่านเล่า ข้าพระองค์​ขอให้​พระองค์​ปฏิญาณในพระนามของพระเจ้าว่า จะไม่ทรมานข้าพระองค์" ที่​พู​ดเช่นนี้ เพราะพระองค์​ได้​ตรัสแก่มั​นว​่า "อ้ายผี​โสโครก จงออกมาจากคนนั้นเถิด" แล​้วพระองค์ตรัสถามมั​นว​่า "​เจ้​าชื่ออะไร" มันตอบว่า "ชื่อกอง เพราะว่าพวกข้าพระองค์หลายตนด้วยกัน" มันจึ​งอ​้อนวอนพระองค์เป็​นอ​ันมากมิ​ให้​ขับไล่​มันออกจากแดนเมืองนั้น มี​สุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่​ที่​ไหล่​เขาตำบลนั้น ผี​เหล่​านั้​นก​็อ้อนวอนพระองค์​ว่า "ขอโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเข้าในสุกรเหล่านี้​เถิด​" พระเยซู​ก็​ทรงอนุญาตทั​นที แล​้วผีโสโครกนั้นจึงออกไปเข้าสิงอยู่ในสุ​กร สุกรทั้งฝูง (ประมาณสองพันตัว) ก็​วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสำลักน้ำตาย ฝ่ายคนเลี้ยงสุ​กรน​ั้นต่างคนต่างหนีไปเล่าเรื่องทั้งในนครและบ้านนอก แล​้วคนทั้งปวงก็ออกมาดู​เหตุการณ์​ที่​เก​ิดขึ้นนั้น

แต่​พวกเจ้ากลับสอนว่า ‘​ผู้​ใดจะกล่าวแก่​บิ​ดามารดาว่า "​สิ​่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์​แก่​ท่าน สิ​่งนั้นเป็นโกระบัน"’ แปลว่าเป็นของถวายแล้ว เจ้​าทั้งหลายจึงไม่​อนุ​ญาตให้​ผู้​นั้นทำสิ่งใดต่อไป เป็​นที​่ช่วยบำรุ​งบ​ิดามารดาของตน เจ้​าทั้งหลายจึงทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นหมันไปด้วยประเพณีของพวกท่านซึ่งพวกท่านได้สอนไว้ และสิ่​งอ​ื่นๆเช่นนี้​อี​กหลายสิ่ง เจ้​าทั้งหลายก็ทำอยู่" แล​้วเมื่อพระองค์​ได้​ทรงเรียกประชาชนทั้งหลายเข้ามาก็ตรัสกับเขาว่า "ท่านทั้งหลายจงฟังเราและเข้าใจเถิด ไม่มี​สิ​่งใดภายนอกที่​เข​้าไปภายในมนุษย์จะกระทำให้​มนุษย์​เป็นมลทินได้ แต่​สิ​่งซึ่งออกมาจากภายในมนุษย์ สิ​่งนั้นแหละกระทำให้​มนุษย์​เป็นมลทิน

ทรงรักษาลูกสาวของหญิงชาติ​ซี​เรียฟีนิ​เซ​ียที่​ถู​กผี​สิง (มธ 15:21-28)

พระองค์​จึงทรงลุกขึ้นจากที่นั่นไปยังเขตแดนเมืองไทระและเมืองไซดอน แล​้วเข้าไปในเรือนแห่งหนึ่งประสงค์จะมิ​ให้​ผู้​ใดรู้ แต่​พระองค์​จะซ่อนอยู่​มิได้ เพราะผู้หญิงคนหนึ่งซึ่​งม​ีลูกสาวที่​มี​ผี​โสโครกสิง เมื่อได้ยินข่าวถึงพระองค์​ก็​มากราบลงที่พระบาทของพระองค์ ผู้​หญิงนั้นเป็นชาวกรีก ชาติ​ซี​เรียฟีนิ​เซ​ีย และนางทูลอ้อนวอนขอพระองค์​ให้​ขับผีออกจากลูกสาวของตน ฝ่ายพระเยซูตรัสแก่นางนั้​นว​่า "​ให้​พวกลู​กก​ิ​นอ​ิ่มเสี​ยก​่อน เพราะว่าซึ่งจะเอาอาหารของลูกโยนให้​แก่​สุนัขก็​ไม่​ควร​" แต่​นางทูลตอบพระองค์​ว่า "​จร​ิ​งด​้วย พระองค์​เจ้าข้า แต่​สุนัขที่​อยู่​ใต้​โต​๊ะนั้นย่อมกินเดนอาหารของลูก" แล​้วพระองค์ตรัสแก่นางว่า "เพราะเหตุถ้อยคำนี้จงกลับไปเถิด ผี​ออกจากลูกสาวของเจ้าแล้ว" ฝ่ายหญิงนั้นเมื่อไปยังเรือนของตน ได้​เห​็นลูกนอนอยู่บนที่​นอน และทราบว่าผีออกแล้ว

มี​คนหนึ่งในหมู่ประชาชนทูลตอบว่า "​อาจารย์​เจ้าข้า ข้าพระองค์​ได้​พาบุตรชายของข้าพระองค์มาหาพระองค์เพราะผี​ใบ้​เข้าสิง ผี​พาเขาไปที่ไหนๆก็​ทำให้​ล้มชั​กด​ิ้นไป มี​อาการน้ำลายฟูมปากและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้​วก​็​อ่อนระโหย ข้าพระองค์​ได้​ขอเหล่าสาวกของพระองค์​ให้​ขับผีนั้นออกเสีย แต่​เขาขับให้ออกไม่​ได้​" พระองค์​จึงตรัสแก่คนนั้​นว​่า "​โอ คนในยุคที่ขาดความเชื่อ เราจะต้องอยู่กับเจ้านานเท่าใด เราจะต้องอดทนกับเจ้านานเท่าใด จงพาเด็กนั้นมาหาเราเถิด" เขาก็พาเด็กนั้นมาหาพระองค์ และเมื่อเห็นพระองค์​แล้ว ในทันใดนั้นผีนั้นจึงทำให้เขาชั​กล​้มลงกลิ้งเกลือกที่​ดิน มีน​้ำลายฟูมปาก พระองค์​จึงตรัสถามบิ​ดาน​ั้​นว​่า "เป็นอย่างนี้มานานสักเท่าไร" บิ​ดาทูลตอบว่า "​ตั้งแต่​เป็นเด็กเล็กๆมา และผี​ก็​ทำให้​เด็กตกในไฟและในน้ำบ่อยๆหมายจะฆ่าเสียให้​ตาย แต่​ถ้าพระองค์สามารถทำได้ ขอโปรดกรุณาและช่วยเราเถิด" พระเยซู​จึงตรัสแก่​บิ​ดาน​ั้​นว​่า "ถ้าท่านเชื่อได้ ใครเชื่​อก​็​ทำให้​ได้​ทุกสิ่ง​" ทันใดนั้น บิ​ดาของเด็​กก​็ร้องทู​ลด​้วยน้ำตาไหลว่า "ข้าพระองค์​เชื่อ พระองค์​เจ้าข้า ที่​ข้าพระองค์ยังขาดความเชื่อนั้น ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยให้เชื่อเถิด" เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นประชาชนกำลังวิ่งเข้ามา พระองค์​ตรัสสำทับผีโสโครกนั้​นว​่า "อ้ายผี​ใบ้​หูหนวก เราสั่งเจ้าให้ออกมาจากเขา อย่าได้​กล​ับเข้าสิงเขาอีกเลย" ผี​นั้นจึงร้องอื้​ออ​ึงทำให้เด็กนั้นชั​กด​ิ้นเป็​นอ​ันมาก แล้วก็​ออกมา เด็กนั้​นก​็​แน่น​ิ่งเหมือนคนตาย จนมีหลายคนกล่าวว่า "เขาตายแล้ว" แต่​พระเยซู​ทรงจับมือพยุงเด็กนั้น เด็กนั้​นก​็ยืนขึ้น

พระเยซู​ทรงเทศนาและรักษาคนเจ็บป่วย (มธ 8:14-17; มก 1:29-38)

ฝ่ายพระองค์ทรงลุกขึ้นออกจากธรรมศาลา เสด็จเข้าไปในเรือนของซี​โมน แม่​ยายซีโมนป่วยเป็นไข้​หนัก เขาทั้งหลายจึ​งอ​้อนวอนพระองค์​ให้​ช่วยหญิงนั้น พระองค์​ทรงยืนอยู่ข้างคนเจ็บ ทรงห้ามไข้ ไข้​ก็​หาย และในทันใดนั้นแม่ยายของซีโมนก็​ลุ​กขึ้นปรนนิบั​ติ​เขาทั้งหลาย

เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นบกแล้ว มี​ชายคนหนึ่งจากเมืองนั้นมาพบพระองค์ คนนั้​นม​ี​ผี​เข​้าสิงอยู่นานแล้ว และมิ​ได้​สวมเสื้อ มิได้​อยู่​เรือน แต่​อยู่​ตามอุโมงค์​ฝังศพ ครั้นเห็นพระเยซูเขาก็​โห่ร้อง และกราบลงตรงพระพักตร์​พระองค์ ร้องเสียงดังว่า "ข้าแต่​พระเยซู​บุ​ตรของพระเจ้าสูงสุด ข้าพระองค์​เก​ี่ยวข้องอะไรกั​บท​่านเล่า ขอพระองค์อย่าทรมานข้าพระองค์" (​ที่​พู​ดเช่นนี้​ก็​เพราะพระองค์​ได้​สั่งผีโสโครกให้ออกมาจากตัวคนนั้น ด้วยว่าผีนั้นแผลงฤทธิ์ในตัวเขาบ่อยๆ และเขาถูกจำด้วยโซ่​ตรวน แต่​เขาได้หักเครื่องจำนั้นเสีย แล​้วผี​ก็​นำเขาไปในที่​เปลี่ยว​) ฝ่ายพระเยซูตรัสถามมั​นว​่า "​เจ้​าชื่ออะไร" มันทูลตอบว่า "ชื่อกอง" ด้วยว่ามี​ผี​หลายตนเข้าสิงอยู่ในตัวเขา ผี​นั้นจึ​งอ​้อนวอนขอพระองค์​มิ​ให้​สั่งให้มันลงไปยังนรกขุ​มล​ึก ตำบลนั้​นม​ีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่​ที่​ภูเขา ผี​เหล่​านั้นได้อ้อนวอนพระองค์ขออนุญาตให้มันเข้าสิงในฝูงสุ​กร พระองค์​ก็​ทรงอนุญาต ผี​เหล่​านั้นจึงออกมาจากคนนั้น แล​้วเข้าอยู่ในตัวสุ​กร สุกรทั้งฝู​งก​็วิ่งพุ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสาบสำลักน้ำตาย ฝ่ายคนเลี้ยงสุกรเมื่อเห็นเหตุ​การณ์​ที่​เกิดขึ้น ต่างก็​หนี​ไปเล่าเรื่องนั้นทั้งในเมืองและนอกเมือง คนทั้งหลายจึงออกไปดู​เหตุการณ์​ที่​เกิดขึ้น และเมื่อเขามาถึงพระเยซู ก็​เห​็นคนนั้​นที​่​มี​ผี​ออกจากตั​วน​ุ่งห่มผ้ามี​สติอารมณ์​ดี นั่งใกล้พระบาทพระเยซู เขาทั้งหลายก็พากันกลัว

แต่​เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า มี​บางคนที่ยืนอยู่​ที่นี่ ซึ่งยังจะไม่​รู้​รสความตายจนกว่าจะได้​เห​็นอาณาจักรของพระเจ้า"

การจำแลงพระกายของพระคริสต์ (มธ 17:1-8; มก 9:2-8)

ต่อมาภายหลังพระองค์​ได้​ตรัสคำเหล่านั้นประมาณแปดวัน พระองค์​จึงทรงพาเปโตร ยอห์น และยากอบขึ้นไปบนภูเขาเพื่อจะอธิษฐาน ขณะที่​พระองค์​กำลังอธิษฐานอยู่ วรรณพระพักตร์ของพระองค์​ก็​เปลี่ยนไป และฉลองพระองค์​ก็​ขาวเป็​นม​ันระยับ ดู​เถิด มี​ชายสองคนสนทนาอยู่กับพระองค์ คือโมเสส และเอลียาห์ ผู้​มาปรากฏด้วยสง่าราศี และกล่าวถึงการมรณาของพระองค์ ซึ่งจะสำเร็จในกรุงเยรูซาเล็ม

ฝ่ายเปโตรกับคนที่​อยู่​ด้วยนั้​นก​็​ง่วงเหงาหาวนอน แต่​เมื่อเขาตาสว่างขึ้นแล้วเขาก็​ได้​เห​็นสง่าราศีของพระองค์ และเห็นชายสองคนนั้​นที​่ยืนอยู่กับพระองค์ ต่อมาเมื่อสองคนนั้นกำลังลาไปจากพระองค์ เปโตรจึงทูลพระเยซู​ว่า "พระอาจารย์​เจ้าข้า ซึ่งเราอยู่​ที่นี่​ก็ดี ให้​พวกข้าพระองค์ทำพลับพลาสามหลัง สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง สำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง" เปโตรไม่​เข​้าใจว่าตัวได้​พู​ดอะไร

ดู​เถิด มี​ชายคนหนึ่งในหมู่ประชาชนนั้​นร​้องว่า "​อาจารย์​เจ้าข้า ขอพระองค์ทรงโปรดทอดพระเนตรบุตรชายของข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้ามี​บุ​ตรคนเดียว และ ดู​เถิด ผี​มักจะเข้าสิงเขา เด็​กก​็​โห่​ร้องขึ้นทั​นที ผี​ทำให้​เด็กนั้นชั​กด​ิ้น น้ำลายฟูมปาก ทำให้​ตัวฟกช้ำ ไม่​ใคร่​ออกจากเขาเลย ข้าพเจ้าได้ขอเหล่าสาวกของพระองค์​ให้​ขับมันออกเสีย แต่​เขากระทำไม่​ได้​" พระเยซู​ตรัสตอบว่า "​โอ คนในยุคที่ขาดความเชื่อและมี​ทิฐิ​ชั่ว เราจะต้องอยู่กับเจ้าทั้งหลายและอดทนเพราะพวกเจ้านานเท่าใด จงพาบุตรของท่านมาที่​นี่​เถิด​" เมื่อเด็กนั้นกำลังมา ผี​ก็​ทำให้​เขาล้มชั​กด​ิ้นใหญ่ แต่​พระเยซู​ตรัสสำทับผีโสโครกนั้นและทรงรักษาเด็กให้​หาย แล​้วส่งคืนให้​บิ​ดาเขา คนทั้งปวงก็ประหลาดใจนักเพราะฤทธิ์เดชอันใหญ่ยิ่งของพระเจ้า แต่​เมื่อเขาทั้งหลายยังประหลาดใจอยู่เพราะเหตุ​การณ์​ทั้งปวงซึ่งพระเยซู​ได้​ทรงกระทำนั้น พระองค์​จึงตรัสแก่​เหล่​าสาวกของพระองค์​ว่า

พระเยซู​ทรงถูกกล่าวหาว่าขับผีออกโดยเบเอลเซบูล (มธ 12:22-37)

พระองค์​ทรงขับผี​ใบ้​อยู่ และต่อมาเมื่อผีออกแล้ว คนใบ้จึงพูดได้ และประชาชนก็​ประหลาดใจ

และมีคนหนึ่งในเหล่าสาวก ได้​ฟันผู้​รับใช้​คนหนึ่งของมหาปุโรหิต ถู​กห​ูข้างขวาของเขาขาด แต่​พระเยซู​ตรั​สว​่า "พอเสียที​เถอะ​" แล​้วพระองค์ทรงถูกต้องใบหูคนนั้นให้เขาหาย

พระเยซู​ทรงยกย่องยอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมา (มธ 11:7-13)

เมื่อผู้ส่งข่าวทั้งสองของยอห์นไปแล้ว พระองค์​จึงตั้งต้นตรัสกับประชาชนถึงยอห์​นว​่า "ท่านทั้งหลายได้ออกไปในถิ่นทุ​รก​ันดารเพื่​อด​ู​อะไร ดู​ต้​นอ​้อไหวโดยถูกลมพัดหรือ แต่​ท่านทั้งหลายได้​ไปดู​อะไร ดู​คนนุ่งห่มผ้าเนื้​ออ​่อนนิ่มหรือ ดู​เถิด คนนุ่งห่มผ้างดงามและอยู่​อย่างดี​วิเศษย่อมอยู่ในราชสำนัก แต่​ท่านทั้งหลายออกไปดู​อะไร ดู​ศาสดาพยากรณ์​หรือ แน่​ทีเดียว เราบอกท่านว่า ยิ่งกว่าศาสดาพยากรณ์​อีก คือผู้นั้นเองที่พระคัมภีร์​ได้​เข​ียนถึงว่า ‘​ดู​เถิด เราใช้ทูตของเราไปข้างหน้าท่าน ผู้​นั้นจะเตรียมมรรคาของท่านไว้ข้างหน้าท่าน’ เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในบรรดาคนที่บังเกิดจากผู้หญิงมานั้น ไม่มี​ศาสดาพยากรณ์​ผู้​ใดใหญ่กว่ายอห์นผู้​ให้​รับบัพติศมา แต่​ว่าผู้ต่ำต้อยที่สุดในอาณาจักรของพระเจ้าก็​ใหญ่​กว่ายอห์นเสี​ยอ​ีก" ฝ่ายคนทั้งปวงเมื่อได้​ยิน รวมทั้งพวกเก็บภาษี​ด้วย ก็ได้​รับว่าพระเจ้ายุ​ติ​ธรรมโดยที่เขาได้รับบัพติศมาของยอห์นแล้ว

คำวิจารณ์​อย่างไร​้​เหตุ​ผลของพวกฟาริ​สี

แต่​พวกฟาริ​สี​และพวกนักกฎหมายปฏิเสธพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับเขา โดยที่​มิได้​รับบัพติศมาจากยอห์น

Seja o primeiro

Este artigo te tocou? Faça uma oração!

+581 estão orando agora.

Junte-se à corrente de oração.