1 ดังนั้นบัดนี้จึงไม่มีการลงโทษแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ 2 เพราะว่าโดยพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตได้ปลดปล่อยท่าน ให้เป็นอิสระจากกฎแห่งบาปและความตาย 3 เพราะสิ่งที่กฎบัญญัติทำไม่ได้เพราะเนื้อหนัง) ที่ใช้ในบริบทนี้จะหมายถึงสภาพบาปของมนุษย์ มักจะนำเสนอว่าเป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่เป็นศัตรูกับพระวิญญาณ เช่นเดียวกับข้อ 4-13ทำให้อ่อนแอ พระเจ้าได้กระทำแล้ว โดยส่งพระบุตรของพระองค์มาในสภาพเช่นเดียวกับมนุษย์ที่เป็นคนบาป เพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้ตัดสินลงโทษบาปที่อยู่ในเนื้อหนังนั้น 4 เพื่อข้อกำหนดอันชอบธรรมของกฎบัญญัติจะได้สำเร็จครบถ้วนในเราทั้งหลาย ผู้ไม่ดำเนินชีวิตตามเนื้อหนัง แต่ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ
5 คนที่ดำเนินชีวิตตามเนื้อหนังก็ปักใจในสิ่งที่เนื้อหนังต้องการ แต่คนที่ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณก็ปักใจในสิ่งที่พระวิญญาณปรารถนา 6 จิตใจที่เนื้อหนังควบคุมนำไปสู่ความตาย แต่จิตใจที่พระวิญญาณควบคุมนำไปสู่ชีวิตและสันติสุข 7 จิตใจที่เนื้อหนังควบคุมก็เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่ยอมอยู่ใต้กฎบัญญัติของพระเจ้า ทั้งไม่สามารถอยู่ได้ด้วย 8 คนทั้งหลายที่อยู่ใต้การควบคุมของเนื้อหนังไม่อาจทำให้พระเจ้าพอใจได้
9 อย่างไรก็ตาม ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ในพวกท่านจริงๆ ท่านก็ไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมของเนื้อหนัง แต่อยู่ใต้การควบคุมของพระวิญญาณ และถ้าคนใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ คนนั้นก็ไม่ได้เป็นของพระคริสต์ 10 แต่ถ้าพระคริสต์อยู่ในท่าน กายของท่านก็ตายเพราะบาป พระวิญญาณให้ชีวิตเนื่องจากความชอบธรรม 11 และถ้าพระวิญญาณของพระองค์ผู้ทำให้พระเยซูฟื้นขึ้นจากความตายอยู่ในท่าน พระองค์ผู้ทำให้พระคริสต์ฟื้นขึ้นจากความตาย ก็จะให้ชีวิตแก่ร่างกายที่ต้องตายของท่านด้วย อันเนื่องจากพระวิญญาณของพระองค์ที่อยู่ในท่าน
12 ด้วยเหตุนี้พี่น้องทั้งหลาย เราจึงมีพันธะ แต่ไม่ใช่พันธะต่อเนื้อหนังที่จะต้องดำเนินชีวิตตามนั้น 13 เพราะถ้าดำเนินชีวิตตามเนื้อหนัง ท่านก็จะตาย แต่ถ้าท่านประหารการกระทำอันชั่วร้ายของกายโดยพระวิญญาณ ท่านก็จะมีชีวิต
14 เพราะคนที่ได้รับการนำโดยพระวิญญาณของพระเจ้าก็เป็นลูกของพระเจ้า 15 พระวิญญาณที่ท่านได้รับ ไม่ได้ทำให้ท่านเป็นทาสที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ซึ่งนำท่านมาเป็นลูก และโดยพระองค์ เราร้องว่า "อับบา พ่อ" 16 พระวิญญาณยืนยันร่วมกับวิญญาณของเราว่า เราเป็นลูกของพระเจ้า 17 บัดนี้ถ้าเราเป็นลูกของพระองค์แล้ว เราก็เป็นทายาทของพระเจ้าร่วมกับพระคริสต์ ถ้าเราร่วมทนทุกข์กับพระองค์อย่างแท้จริง เราก็จะร่วมในเกียรติสิริของพระองค์ด้วย
18 ข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ยากของเราในปัจจุบัน เทียบไม่ได้เลยกับสง่าราศีซึ่งจะปรากฏในเรา 19 สรรพสิ่งที่พระเจ้าสร้างจดจ่อรอคอยให้บรรดาลูกของพระเจ้าปรากฏ 20 เพราะสรรพสิ่งที่พระเจ้าสร้างได้ถูกทำให้ไร้ค่าไป ไม่ใช่โดยความสมัครใจ แต่โดยความตั้งใจของผู้ที่บังคับให้มันต้องตกอยู่ในสภาพนั้น ด้วยมีความหวัง 21 ว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นจะได้รับการปลดปล่อยจากการผูกมัดให้เสื่อมสลาย และจะถูกนำเข้าสู่เสรีภาพและสง่าราศีของบรรดาลูกของพระเจ้า
22 เรารู้ว่าสรรพสิ่งที่พระเจ้าสร้างกำลังคร่ำครวญเหมือนเจ็บท้องคลอดลูกจนถึงปัจจุบันนี้ 23 ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่เราเองผู้มีผลแรกของพระวิญญาณก็ยังคร่ำครวญอยู่ภายใน ขณะที่จดจ่อรอคอยการรับเราเป็นลูก คือการไถ่ร่างกายของเราให้รอด 24 เพราะว่าในความหวังนี้ เราได้รับความรอดแล้ว แต่ความหวังที่เรามองเห็นได้ย่อมไม่ใช่ความหวัง ใครเล่าหวังในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว 25 แต่ถ้าเราหวังในสิ่งที่ยังไม่มี เราย่อมรอคอยสิ่งนั้นด้วยความอดทน
26 ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณช่วยเราในยามอ่อนแอ เราไม่รู้ว่าควรอธิษฐานขอสิ่งใด แต่พระวิญญาณอธิษฐานวิงวอนแทนเราด้วยการคร่ำครวญไม่เป็นคำ 27 และพระองค์ผู้สำรวจใจของเรา รู้ถึงความนึกคิดของพระวิญญาณ เพราะพระวิญญาณอธิษฐานวิงวอนแทนคนของพระเจ้าตามความประสงค์ของพระเจ้า
28 และเรารู้ว่าในทุกๆ สิ่ง พระเจ้าทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาคนที่รักพระองค์ คือคนที่ถูกเรียกตามความประสงค์ของพระองค์ 29 เพราะบรรดาคนที่พระเจ้าเลือกไว้ล่วงหน้าแล้ว พระองค์ก็กำหนดไว้ก่อนแล้วให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพี่น้องมากมาย 30 และบรรดาคนที่ถูกกำหนดไว้ก่อนนั้น พระองค์ก็เรียกด้วย บรรดาคนที่พระองค์เรียก พระองค์ก็นับว่าเป็นคนชอบธรรม บรรดาคนที่ถูกนับว่าเป็นคนชอบธรรม พระองค์ก็ให้รับเกียรติสิริด้วย
31 เช่นนี้แล้วเราจะว่าอย่างไร ถ้าพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา ใครจะต่อสู้เราได้ 32 พระองค์ผู้ไม่ได้หวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้มอบพระบุตรนั้นให้แก่เราทุกคน พระองค์จะไม่ยิ่งเมตตาให้สิ่งสารพัดแก่เราพร้อมกับพระบุตรหรือ 33 ใครจะฟ้องร้องบรรดาคนที่พระเจ้าเลือกไว้ได้ ก็พระเจ้าเองนับว่าเราเป็นคนชอบธรรม 34 ใครจะกล่าวโทษได้ ไม่มีเลย เพราะพระเยซูคริสต์ผู้ที่ตายแล้ว และยิ่งกว่านั้นถูกทำให้ฟื้นขึ้นจากความตาย บัดนี้พระองค์นั่งอยู่ด้านขวามือของพระเจ้า และกำลังอธิษฐานวิงวอนแทนเราด้วย 35 ใครจะพรากเราจากความรักของพระคริสต์ได้ จะเป็นความทุกข์ร้อน ความยากลำบาก การข่มเหง การกันดารอาหาร การเปลือยกาย ภยันตราย หรือคมดาบอย่างนั้นหรือ 36 ตามที่มีเขียนไว้ว่า
"เพราะเห็นแก่พระองค์ พวกเราจึงเผชิญความตายโดยตลอด
พวกเราถูกนับว่าเป็นแกะที่จะโดนเชือด"
37 เปล่าเลย ในสถานการณ์ทั้งปวงนี้เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต โดยทางพระองค์ผู้รักเรา 38 เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์หรือวิญญาณชั่ว ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต หรืออำนาจใดๆ 39 ไม่ว่าที่สูงหรือที่ลึก หรือสิ่งอื่นใดในสรรพสิ่งที่พระเจ้าสร้าง ล้วนไม่สามารถแยกเราออกจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้