คือข้อ 19:2-44 1 เมื่อมีคนมาบอกโยอาบว่า "กษัตริย์กำลังร่ำไห้และคร่ำครวญถึงอับซาโลม" 2 และเมื่อทั้งกองทัพได้ยินว่า "กษัตริย์กำลังเศร้าโศกเสียใจเรื่องลูกชาย" ความปลื้มปีติในชัยชนะใหญ่หลวงในวันนั้นก็กลับกลายเป็นความโศกสลด 3 ทั้งกองทัพค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่กรุงอย่างเงียบเหงาเหมือนคนที่เข้ามาอย่างอับอายเพราะหนีจากการรบ 4 ดาวิดซบหน้าลงกับมือคร่ำครวญว่า "อับซาโลมลูกของพ่อ! อับซาโลมลูกของพ่อ ลูกของพ่อ!"
5 โยอาบจึงเข้าไปในบ้านเพื่อไปหากษัตริย์ เขาพูดว่า "วันนี้ท่านทำให้คนของท่าน ผู้ได้ปกป้องชีวิตของท่านรวมทั้งชีวิตของลูกชาย ลูกสาว ภรรยา และสนมไว้นั้นรู้สึกอัปยศอดสู 6 ท่านรักอาลัยพวกที่ชิงชังท่าน แต่เกลียดชังคนที่รักท่าน ในวันนี้ท่านแสดงให้เห็นชัดว่าบรรดานายทัพ และเหล่าทหารล้วนไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับท่าน หากอับซาโลมมีชีวิตอยู่และพวกข้าพเจ้าตายไปหมด ท่านคงจะพอใจ 7 บัดนี้ขอออกไปให้กำลังใจแก่พวกทหาร ข้าพเจ้าขอสาบานโดยอ้างพระยาห์เวห์ว่า หากท่านไม่ไปจะไม่เหลือพวกเขาแม้แต่คนเดียวในคืนนี้ นี่จะเป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับท่าน ยิ่งกว่าที่ท่านเคยประสบภัยพิบัติใดมาตลอดชีวิต"
8 กษัตริย์จึงออกไปนั่งอยู่ที่ประตูเมือง และเมื่อมีคนมาบอกเหล่าทหารว่า "กษัตริย์นั่งอยู่ที่ประตูเมือง" พวกเขาก็พากันมาอยู่ต่อหน้ากษัตริย์
ขณะเดียวกันคนอิสราเอลก็หนีกลับบ้านของตน
9 ผู้คนถกเถียงกันทั่วทุกเผ่าของอิสราเอลว่า "กษัตริย์ได้ช่วยกู้เราให้พ้นจากมือของศัตรู ช่วยเราให้พ้นจากมือของชาวฟีลิสเตีย แต่บัดนี้เขาหนีออกจากประเทศเพื่อเอาชีวิตรอดจากอับซาโลม 10 และอับซาโลมผู้ที่พวกเราเจิมตั้งให้ปกครองเรา ก็สิ้นชีวิตแล้วในสงคราม ทำไมเราไม่มาพูดถึงเรื่องเชิญกษัตริย์กลับมา"
11 กษัตริย์ดาวิดส่งข่าวไปถึงปุโรหิตศาโดกและปุโรหิตอาบียาธาร์ว่า "จงถามบรรดาผู้อาวุโสของยูดาห์ว่า ‘ทำไมท่านเป็นพวกสุดท้ายที่เชิญกษัตริย์กลับวังของพระองค์ เพราะว่ากษัตริย์ได้ยินสิ่งที่พวกท่านพูดกันทั่วอิสราเอล 12 พวกท่านเป็นญาติพี่น้อง เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันแท้ๆ ทำไมจึงกลายเป็นพวกสุดท้ายที่มาเชิญกษัตริย์กลับ’ 13 และให้ไปบอกอามาสาว่า ‘เจ้าก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกับข้าไม่ใช่หรือ ขอพระเจ้าจัดการกับข้าอย่างสาหัส หากเจ้าไม่ได้เป็นแม่ทัพของข้าแทนโยอาบไปตลอดชีวิต’ "
14 ดาวิดชนะใจบรรดาคนยูดาห์ ดังนั้นพวกเขาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ พวกเขาส่งถ้อยคำถึงกษัตริย์ว่า "ขอกลับมาหาพวกข้าพเจ้า ทั้งตัวท่านและบรรดาคนของท่านด้วย" 15 กษัตริย์จึงกลับและมาถึงแม่น้ำจอร์แดน
ชาวยูดาห์พากันมาที่กิลกาลเพื่อพบกษัตริย์และนำเขาข้ามแม่น้ำจอร์แดน 16 ฝ่ายชิเมอีลูกชายของเกรา คนเบนยามินจากบาฮูริมรีบรุดมาสมทบกับคนยูดาห์เพื่อพบกษัตริย์ดาวิด 17 คนที่มากับชิเมอีคือคนเบนยามินหนึ่งพันคน พร้อมทั้งศิบาผู้ดูแลบ้านเรือนของซาอูล ลูกชายทั้งสิบห้าคนและคนใช้ยี่สิบคนของศิบา พวกเขารีบรุดมายังแม่น้ำจอร์แดนที่กษัตริย์อยู่ 18 พวกเขากุลีกุจอพาคนในครอบครัวของกษัตริย์ข้ามฟาก และทำสิ่งใดๆ ให้ตามที่กษัตริย์ปรารถนา
เมื่อชิเมอีลูกชายของเกราข้ามแม่น้ำจอร์แดนมา เขาหมอบกราบลงต่อหน้ากษัตริย์ดาวิด 19 และพูดว่า "ขอเจ้านายโปรดอภัยโทษแก่ข้าพเจ้า และอย่าจดจำความผิดพลาดที่ผู้รับใช้ของท่านทำเมื่อครั้งที่ท่านออกจากเยรูซาเล็มเลย 20 เพราะผู้รับใช้สำนึกว่าได้ทำบาปไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงมาที่นี่ในวันนี้เป็นคนแรกสุดของเผ่าโยเซฟที่มาพบกษัตริย์ผู้เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า"
21 อาบีชัยลูกชายของเศรุยาห์พูดว่า "ชิเมอีไม่สมควรตายหรอกหรือที่ได้บังอาจแช่งด่ากษัตริย์ที่พระยาห์เวห์เจิมตั้งไว้"
22 ดาวิดพูดว่า "ลูกชายของเศรุยาห์เอ๋ย เจ้าเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาก้าวก่าย! ควรหรือที่จะมีใครในอิสราเอลถูกประหารในวันนี้ ข้าไม่รู้หรือว่าวันนี้ข้าคือกษัตริย์ของอิสราเอล" 23 แล้วกษัตริย์จึงพูดกับชิเมอีว่า "ข้าไว้ชีวิตเจ้า" และสาบานรับรอง
24 เมฟีโบเชทหลานชายของซาอูลก็มาพบกษัตริย์ด้วย เขาไม่ได้ดูแลเท้าหรือซักเสื้อผ้าหรือขริบเคราเลยตั้งแต่วันที่กษัตริย์จากไปจวบจนกลับมาโดยสวัสดิภาพ 25 เมื่อเมฟีโบเชทเดินทางจากเยรูซาเล็มมาพบ กษัตริย์ถามว่า "เมฟีโบเชท ทำไมเจ้าจึงไม่ไปกับข้า"
26 เขาพูดว่า "กษัตริย์ผู้เป็นเจ้านายของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าขาพิการจึงสั่งศิบาว่า ‘จงจัดอานลาให้ข้าพเจ้าได้ไปกับกษัตริย์’ แต่ศิบาทรยศ 27 เขาใส่ร้ายหาว่าข้าพเจ้าไม่ยอมไป แต่ท่านเป็นเหมือนทูตของพระเจ้า ขอทำต่อข้าพเจ้าตามที่เห็นชอบเถิด 28 เชื้อสายทั้งหมดของปู่ข้าพเจ้า ไม่สมควรได้รับสิ่งใดจากท่านนอกจากความตาย แต่ท่านกลับให้เกียรติร่วมโต๊ะกินอาหาร ดังนั้นควรหรือที่ข้าพเจ้าจะปริปากขออะไรจากกษัตริย์อีก"
29 ดาวิดพูดว่า "จะพูดให้มากความไปทำไม เจ้ากับศิบาจงแบ่งที่ดินกัน"
30 เมฟีโบเชทพูดว่า "ให้เขาเอาไปทั้งหมดเถิด ในเมื่อท่านกลับมาโดยปลอดภัยเช่นนี้แล้ว"
31 บารซิลลัยชาวกิเลอาดก็มาจากเมืองโรเกลิมด้วยเพื่อตามข้ามแม่น้ำจอร์แดนพร้อมกับกษัตริย์และส่งเขาจากที่นั่น 32 บารซิลลัยชรามาก อายุได้แปดสิบปีแล้ว เขาได้นำเสบียงอาหารมาให้ขณะกษัตริย์พักอยู่ที่มาหะนาอิม เพราะเขาร่ำรวยมาก 33 กษัตริย์พูดกับบารซิลลัยว่า "ข้ามมาอยู่กับข้าที่กรุงเยรูซาเล็มเถิด ข้าจะดูแลท่านเอง"
34 แต่บารซิลลัยตอบว่า "ข้าพเจ้าจะอยู่ไปได้อีกกี่ปีหรือที่ข้าพเจ้าจะตามกษัตริย์ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม 35 บัดนี้ข้าพเจ้าอายุแปดสิบปีแล้ว อะไรดีไม่ดีจะแยกแยะได้หรือ กินดื่มอะไรจะลิ้มรสได้หรือ เสียงนักร้องชายหญิงจะได้ยินหรือ ควรหรือที่ผู้รับใช้ของท่านจะไปเพิ่มภาระให้แก่ท่าน 36 ข้าพเจ้าจะขอตามข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปเท่านั้น ท่านจะปูนบำเหน็จให้ทำไมเล่า 37 ข้าพเจ้าขอกลับไปตายที่บ้านเกิดเมืองนอน ใกล้ๆ อุโมงค์ฝังศพของพ่อแม่ แต่นี่คือคิมฮามผู้รับใช้ของท่าน ขอให้เขาตามท่านไป ขอปฏิบัติต่อเขาตามที่เห็นชอบเถิด"
38 กษัตริย์ดาวิดพูดว่า "คิมฮามจะไปกับข้า ข้าจะปฏิบัติต่อเขาตามที่ท่านเห็นสมควร สิ่งใดที่ท่านปรารถนาจากข้า ข้าจะทำให้ท่าน"
39 ดังนั้นประชาชนทั้งหมดจึงข้ามแม่น้ำจอร์แดน แล้วกษัตริย์ก็ข้ามไป กษัตริย์จูบและให้พรแก่บารซิลลัย แล้วบารซิลลัยก็กลับบ้าน
40 เมื่อกษัตริย์ข้ามไปยังกิลกาล และคิมฮามตามเขาไปด้วย กำลังพลยูดาห์ทั้งหมดและทหารอิสราเอลครึ่งหนึ่งคอยอยู่ที่นั่นแล้ว
41 แล้วคนอิสราเอลทั้งหมดมาพบกษัตริย์และพูดว่า "เหตุใดพี่น้องชาวยูดาห์จึงชิงตัดหน้าเชิญกษัตริย์กับคนในครอบครัวและกองกำลังทั้งหมดของกษัตริย์ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปก่อน"
42 คนยูดาห์ทั้งหมดโต้ตอบว่า "เราทำเช่นนั้นก็เพราะกษัตริย์เกี่ยวโยงใกล้ชิดกับพวกเรา ทำไมเรื่องแค่นี้พวกท่านต้องโกรธด้วย เรากินเสบียงใดๆ ของกษัตริย์หรือ มีสิ่งใดที่เราฉกฉวยมาเป็นของตนหรือ"
43 คนอิสราเอลโต้กลับว่า "พวกเรามีสิทธิ์ในองค์กษัตริย์สิบส่วน ดังนั้นเราจึงมีสิทธิ์ในกษัตริย์ดาวิดมากกว่าพวกท่าน อย่างนั้นแล้วทำไมพวกท่านไม่ไว้หน้าพวกเรา เราเป็นพวกแรกใช่ไหมที่พูดถึงเรื่องการเชิญกษัตริย์กลับมา"
แต่คนยูดาห์อ้างสิทธิ์ของตนอย่างหนักแน่นยิ่งกว่าคนอิสราเอล